ไฟไหม้ห้างในจีน : เมื่อบิดเบือนแล้วจะแก้ไขปัญหาถูกจุดได้อย่างไร ?




ภาพเหตุการณ์ไฟไหม้ห้างไหลเต๋อ อำเภอจี้เสี้ยน
นครเทียนจิน เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2555 (ภาพ เอเจนซี
จีน)

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน  ผมห่างหายไปในช่วงกลางไตรมาสที่ 2 ไม่ได้หนีงาน แอบไปเที่ยวเตร่แต่ประการใด ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการทีมฟุตซอลทีมชาติไทย ผมมีโอกาสได้พาทีมไปแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์เอเซีย รายการ AFC Futsal Championship UAE 2012 ที่กรุงดูไบ เป็นรายการที่จัดขึ้นทุกๆ 2 ปี เพื่อวัดกันว่า ชาติไหนจะเป็นเจ้าแห่งทวีปเอเชีย ในกีฬา ที่เรียกกันว่า “ฟุตบอลโต๊ะเล็ก”  และปีนี้ ก็พิเศษยิ่งขึ้นไปอีก เพราะ 4 อันดับแรกของรายการนี้ จะได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันฟุตซอลโลก ในเดือนพฤศจิกายน ปีนี้ ที่ประเทศไทย ได้รับเกียรติจากสมาชิก FIFA ยกให้เป็นเจ้าภาพ งานนี้เป็นงานที่ต้องทุ่มเทแรงกาย แรงใจ เป็นงานที่ไม่มีเงินเดือน ไม่มีรายได้ แถมเสี่ยงต่อการตำหนิ ติเตียน จากแฟนๆกีฬาชาวไทยที่ผิดหวังกับ “ฟุตบอล” ทีมชาติไทย มาหลายๆรายการติดต่อกัน  รวมทั้งการปรามาส ล่วงหน้าจากหลายๆคนว่า “ฟุตซอล” เราก็คงไปไม่ได้ไกลเช่นกัน  พรรคพวก พี่น้อง ที่รักใคร่กันหลายคนก็พากันเป็นห่วง และคอยตักเตือนผมอยู่เสมอว่า จะเอาเวลา เอาแรงกาย แรงใจ และกำลังทรัพย์มาแลกไปทำไม ไม่คุ้มหรอก ผมก็มักอมยิ้มและตอบไปว่า ครั้งหนึ่งมีโอกาสอยู่กับกีฬาที่ผมรัก แถมได้มีโอกาสทำ “เพื่อชาติ” ทำไมจะไม่คุ้ม ?

12 วันที่ดูไบ ตอบแทนกลับมาด้วยการที่ทีมฟุตซอลทีมชาติไทย สามารถสร้างประวัติศาสตร์ ชนะรวดในรอบแรก แล้วมาเอาชนะมหาอำนาจตลอดกาลอย่างอิหร่าน แชมป์ 10 สมัย ลงได้เป็นครั้งแรกในรอบรองชนะเลิศ ถึงแม้ในนัดชิงชนะเลิศเราจะพ่ายแพ้ต่อญี่ปุ่นอย่างน่าเสียดาย แต่ก็ไม่น่าเสียใจ เพราะเราก็กลายเป็นรองแชมป์เอเชียครั้งแรกในต่างแดน พร้อมกับความภาคภูมิใจที่เราจะเข้าแข่งขันฟุตซอลโลกปลายปีอย่างสมศักดิ์ศรี โดยไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิ์การเป็นเจ้าภาพ  ตลอดระยะเวลาที่นักกีฬาและทีมงานร่วมแรงร่วมใจกันมาแรมปี บวกกับ 12 วันที่ดูไบ.. คุ้มค่าจริงๆครับ

กลับมาเข้าเนื้อหาสาระ ในช่วง Zoom In ของไตรมาสที่ 3 กันบ้าง ซึ่งนับว่าเป็นช่วงฤดูฝนตลอดทั้ง 3 เดือนในบ้านเรา จากบทเรียนมหาอุทกภัยเมื่อปลายไตรมาสที่ 3 ต่อเนื่องกับช่วงต้นไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว คงทำให้พวกเราใจเต้น ตุ้มๆต่อมๆ คอยติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดว่า ปีนี้ฝนและน้ำจะมาเยอะเหมือนปีที่แล้วมั้ย ? รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้เตรียมการเฝ้าระวังตลอดจนเตรียมการรับมือไว้แค่ไหนกันแล้ว ? ปีนี้ เราจะต้องเล็งเหลี่ยม เล็งหาสถานที่เอารถไปจอดหนีน้ำกันที่ไหนดี ? ผมเชื่อเหลือเกินว่า พวกเราหลายๆคนคงอดห่วงกังวลกันไม่ได้  ก็ได้แต่หวังว่าบทเรียนที่ผ่านมาจะทำให้ผู้บริหารรัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐ นำมาวางแผนเตรียมการล่วงหน้าให้สามารถรับมือหรือผ่อนหนักเป็นเบา จนท้ายที่สุดประชาชนอย่างพวกเราได้มีชิวิตอยู่กันอย่างปกติสุข  ผมคิดว่า อย่างน้อย “วัวหาย (ไปบ้าง) (แล้ว) ล้อมคอก” ก็ยังดีกว่า ปล่อยปละละเลย ให้หายไปซะจนหมดคอก   ยกตัวอย่าง  กรณีเพลิงไหม้ล่าสุด ที่ห้างสรรพสินค้าไหลเต๋อ  นครเทียนจิน ประเทศจีน เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา  โดยในช่วงบ่ายวันที่ 6 ก.ค. สำนักงานข่าวสารประจำเทศบาลอำเภอจี้เสี้ยน  นครเทียนจิน ได้ประกาศในเวยปั๋ว (คล้ายๆ twitter) ของหน่วยงานว่า ยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ห้างไหลเต๋อซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอจี้เสี้ยน เท่ากับ 10 ราย บาดเจ็บ 16 ราย และไม่มีผู้สูญหาย

แต่ตัวเลขดังกล่าวได้โหมกระแสสงสัยในหมู่ชาว Internet ของจีน นาย หู ซีจิ้น หัวหน้ากองบรรณาธิการหวนฉิวสือเป้า (หรือ Global Times ) ประจำกรุงปักกิ่ง ยังได้ระบุในเวยปั๋ว ว่า “ทางการประกาศ ตาย 10 บาดเจ็บ 16 แต่ประชาชนพากันสงสัยกันมาก แหล่งข่าวรายหนึ่งระบุผู้เสียชีวิตถึง ‘378 คน’ ” พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ “พิจารณาใคร่ครวญอย่างจริงจัง”   สื่อหลายรายในประเทศจีน อาทิ ข่าวอวิ๋นหนัน (ข่าวยูนนาน) เฉียน จงเจาเป้าในมณฑลกุ้ยโจว ได้วิจารณ์บทความ เรียกร้องให้รัฐบาลท้องถิ่นจี้เสี้ยนเปิดเผยข้อมูล ตอบสนองข่าวลือ เรียกความเชื่อมั่นประชาชน เพื่อเสถียรภาพสังคม




ภาพเพลิงไหม้ผนัง cladding ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่าง
ดีและควันพิษกองมหึมาเกินกว่าที่จะคิดว่ามีผู้เสียชีวิตเพียงจำนวนน้อย 

เผยเหยื่อโดดตึกชั้น3 หนีเพลิงมัจจุราช

เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่ห้างไหลเต๋อ ซึ่งเป็นตึก 5 ชั้น ในจี้เสี้ยน นครเทียนจิน อุบัติขึ้นเมื่อราวเวลา 16.00 น.ในวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา ไฟโหมจนถึงเวลา 23.00 น. รวม 7 ชม. จากการตรวจสอบขั้นต้นของเจ้าหน้าที่ ระบุตัวเลขผู้เสียชีวิตเพียง 10 คน บาดเจ็บ 16 คน ทั้งนี้ รายงานข่าวจากเทศบาลระบุว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 10 คน เป็นพนักงานร้านขายของอยู่บนชั้น 4 และ 5 ของห้างสรรพสินค้า จำนวน 9 คน และอีก 1 คนเป็นลูกค้า โดยทั้งหมดเป็นผู้หญิง อายุระหว่าง 25-44 ปี แต่อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์ ซิง เป้า เดลี่ นิวส์ ของฮ่องกง กลับยืนยันว่า จริง ๆแล้วมีคนเสียชีวิตในกองเพลิงมากถึง 378 คน เพราะในช่วงนั้น ทางห้างจัดงานลดกระหน่ำ ทำให้บรรดาพ่อแม่พาลูกๆหลานๆมาช้อปปิ้งในห้างจำนวนมาก เมื่อเกิดไฟไหม้ขึ้น แล้วถูกปิดกั้นทางออก จึงมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
    
ผู้สื่อข่าวที่ไปยังที่เกิดเหตุได้รับแจ้งสาเหตุเพลิงไหม้ว่า น่าจะมาจากเครื่องปรับอากาศนอกตึกทำงานหนักจนไฟลุก และเมื่อไฟลุกลามเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบของห้าง ยังได้ปิดประตูใหญ่ที่ชั้นหนึ่ง

พนักงานขายของในห้างคนหนึ่งเล่าเหตุการณ์แก่ผู้สื่อข่าวว่า ขณะนั้นพนักงานจำนวนมากติดอยู่ในห้าง การหนีเป็นไปอย่างลำบาก “เมื่อเครื่องปรับอากาศเกิดไฟไหม้ ภายในก็ถูกตัดไฟ เจ้าของกลับห้ามให้ปิดประตู เพราะกลัวคนหยิบฉวยสินค้าออกมา”
       
ผู้เห็นเหตุการณ์หลายรายยืนยันกับผู้สื่อข่าว เมื่อเกิดไฟไหม้ประตูใหญ่ที่ชั้นหนึ่งก็ถูกปิด ทำให้คนที่วิ่งลงมาที่ชั้นหนึ่ง ตกอยู่ในสภาพจนตรอก ผู้ที่ใกล้ชิดเหตุการณ์อีกคนเล่าว่า ที่ชั้นหนึ่งของห้างมีประตูใหญ่สองแห่ง ต้องใช้ไฟฟ้าถึงจะเปิดได้ เมื่อไฟลุกโหมใหญ่ ประตูก็เปิดไม่ออก นอกจากนี้เมื่อเกิดไฟไหม้ ทางหนีไฟยังมีปัญหาอีก
       
ผู้อยู่ในเหตุการณ์อีกคนเล่า แม้หน่วยดับเพลิงตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุ เดินแค่ 10 นาทีก็ถึง แต่หลังจากที่โทรศัพท์แจ้งไปแล้ว อีก 25 นาทีรถดับเพลิงจึงได้มาถึง แถมอุปกรณ์ดับเพลิงมีปัญหา เสียเวลาไปอีก ทำให้ไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ภายในระยะเวลาอันสั้น   เมื่อผู้สื่อข่าวไปสอบถามเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ก็ไม่ยอมให้สัมภาษณ์

นอกจากนี้ ผู้เห็นเหตุการณ์หลายคนได้เล่าแก่ผู้สื่อข่าว ว่าพวกเขาได้เห็นผู้คนจำนวนมากติดอยู่ที่ชั้นสาม และเห็นหลายคนตัดสินใจกระโดดลงมาจากตึก  เพื่อเอาชีวิตรอด “ภาพเหตุการณ์ในตอนนั้น โหดเหี้ยม สยดสยอง เหลือเกิน”

จากข้อมูลทั้งหมดนี้ ทำให้ชาวจีนค่อนข้างมั่นใจว่า ทางการพยายามปกปิดตัวเลขของผู้เสียชีวิตทั้งหมดเอาไว้ พร้อมกับเรียกร้องให้ทางการเปิดเผยข้อมูลที่แท้จริง แต่ถึงกระนั้น ทางการก็ยังออกมาแถลงข่าวยืนยันเหมือนเดิมว่า มีผู้เสียชีวิตเพียง 10 คน และมีผู้บาดเจ็บ 16 คน  แถมต่อมาภายหลังยังได้ออกมาข่มขู่ให้ผู้สื่อข่าว และสังคมชาว Internet ยุติการวิพากษ์วิจารณ์จำนวนผู้เสียชีวิต หากพบหลักฐานการออกมาให้ข้อมูลในสังคม online ทางการก็จะสั่งปิด website และจับกุมดำเนินคดีทันที

Link video ภาพเหตุการณ์ – ที่ดูแล้วยิ่งชวนสงสัยว่า ความสูญเสียน่าจะมากมาย เป็นไปตามที่ผู้เห็นเหตุการณ์ตั้งข้อสังเกต มากกว่า คำแถลงของทางการ ท้องถิ่น 

1. Truth of Tianjin Deadly Mall Fire Gradually Revealed

2. Faked Death Toll in Tianjin Fire?

3. Fire in Tianjin Mall - Official Death toll of 10 Disputed

หากมีโอกาสได้ชม Link ข้างต้น จะเห็นได้ชัดเจนว่าเปลวเพลิง ควันดำที่พวยพุ่ง และความร้อน น่าจะก่อให้เกิดความสูญเสียมากมาย ทั้งได้เห็นความน่าอดสูในการขาดเครื่องมือ ทั้งอุปกรณ์ดับเพลิง และอุปกรณ์ช่วยชีวิต เช่น กระเช้า, บันได, เบาะสปริง ฯลฯ

โดยส่วนตัวแล้ว ผมชื่นชมจีนในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ หรือกีฬา การจัดพิธีเปิดโอลิมปิกเกมส์ 2008 ที่มาถึงปี 2012 แล้วยังยอมรับกันว่า อลังการที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่บ่อยครั้งที่การไม่ตรงไปตรงมาในการทำธุรกิจ และการลดทอนคุณภาพสินค้า รวมทั้งการบิดเบือนข้อเท็จจริง การปิดกั้นเสรีภาพของสื่อ แม้กระทั่งกรณีเกิดเพลิงไหม้ที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อชีวิตและทรัพย์สิน สมควรที่จะสอบสวนหาข้อเท็จจริงและนำมาเปิดเผยต่อสาธารณชน เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้ระวังป้องกันมากกว่าจะปกปิด หนำซ้ำยังจ้องจะลงโทษหากมีผู้ต้องการเสาะหาข้อเท็จจริง ขืนเป็นอย่างนี้ คุณภาพชีวิตย่อมตกอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตราย เหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายได้ทุกขณะ หากผู้เกี่ยวข้องด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยในประเทศไทยบ้านเรา ได้เห็นกรณีศึกษาด้านลบเช่นนี้ ก็หวังว่า จะไม่เจริญรอยตามนะครับ ข้อเท็จจริงมีไว้ให้ศึกษา ปัญหามีไว้ให้แก้ไข อัคคีภัยหรืออุบัติภัย เกิดขึ้นได้ แต่หากระมัดระวัง เตรียมการป้องกันไว้บ้าง เสมือนการล้อมคอก เพื่อรักษาวัวที่เหลือไว้ ก็ยังดีกว่าการปล่อยปละละเลยให้วัวหายไปได้เรื่อยๆจนหมดคอก..หากคิดเช่นนี้ไว้บ้าง เมื่อภัยมา ผลเสียหายย่อมมีไม่มากจนถึงขั้นหายนะ..ครับ