คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการใช้งานแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท (ACM: Aluminum Composiye Material) สำหรับสถาปนิกและนักออกแบบ

สิ่งที่แตกต่างระหว่าง แผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ไส้กลางกันไฟ มาตรฐานระดับโลก กับสินค้าราคาถูกอื่นๆ

สิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน คือ

  • ความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์และผู้แทนจำหน่าย
  • คุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่มีการลดคุณภาพเพื่อทำให้ต้นทุนต่ำลง
  • การรับประกันที่เชื่อถือได้และให้บริการอย่างเต็มที่
  • มาตรฐานการบริการและการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากให้กับลูกค้า
  • การบริการด้านเทคนิคและวิชาการที่สมบูรณ์
  • เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับและสามารถพิสูจน์ได้จริง

สีเคลือบด้านหลัง คือ สีอะไร มีหน้าที่อะไร มีบางผู้ขายบอกว่าอลูมิเนียมไม่ขึ้นสนิม ไม่ต้องเคลือบดีกว่า
เป็นสีโพลีเอสเตอร์ โค้ท หรือบางครั้งก็เรียกว่าสี โพลีเอสเตอร์ พาวเดอร์ โค้ท ทำหน้าที่ป้องกันและเคลือบด้านหลังของแผ่น (Back service Coating) เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ที่อาจเกิดปัญหาสนิมและอ็อกซิเดชั่นจากความชื้นของอากาศภายนอกและความชื้นที่เกิดจากเครื่องปรับอากาศด้านใน ส่งผลให้อายุการใช้งานของแผ่นสูงและไม่ก่อให้เกิดปัญหาแผ่นแตกร้าวเนื่องมาจากสนิมอลูมิเนียม จึงเห็นได้ว่า อลูมิเนียมมีโอกาสเกิดสนิมได้พียงแต่ว่าเป็นสนิมสีขาวที่ต้องมองด้วยเครื่องขยายจึงจะเห็นชัดเจน หากมีไม่มีการเคลือบสีด้านหลังจะก่อให้เกิดปัญหาสนิมและแผ่นแตกร้าวได้ในเวลาเพียง 15 เดือนเท่านั้น การไม่เคลือบสีด้านหลังอาจลดต้นทุนได้ประมาณ 100-200 บาท/ตร.ม. โดยปกติความหนาของชั้นเคลือบสีเพื่อการป้องกันสนิมด้านหลังจะมีความหนาอยู่ที่ 6-10 ไมครอนและไม่แนะนำให้ใช้โครเมตในการเคลือบเนื่องจากกระบวรการผลิตจะก่อให้เกิดพิษร้ายแก่ผู้ประกอบการในโรงงาน
สีระบบที่เคลือบภายนอกของ ALPOLIC/fr เป็นสีระบบอะไร มีจุดเด่นอะไรที่ดีกว่า
เป็นสีเคลือบภายนอกที่สามารถทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี จึงสามารถรับประกันคุณภาพของสีเป็นเวลาถึง 20 ปี ซึ่งสีระบบดังกล่าวนี้เป็นระบบ FEVE หรือในชื่อการค้าว่า LUMIFLON พัฒนาต่อเนื่องโดย บ.Asahi Coat Tech ประเทศญี่ปุ่น จากระบบ PVDF เดิม ซึ่งระบบสี FEVE นี้ได้ลดจุดด้อยของระบบ PVDF อย่างสมบูรณ์และมีคุณลักษณะที่เหนือกว่า ดังนี้
  • มีความทนทานของสีมากกว่า จึงสามารถรับประกันคุณภาพสีได้ถึง 20 ปี
  • มีความมันเงามากกว่า สามารถทำให้มีความมันเงาได้ 15-80% ซึ่งPVDF ไม่สามารถทำได้ และความมันเงาที่มากกว่านี้นอกจากเสริมสร้างความงดงานแล้ว ยังเป็นการลดคราบสกปรกที่จะมาเกาะติดกับแผ่นได้เป็นอย่างดี อีกทางหนึ่งด้วย
  • มีความสดของสีมากกว่า
  • สามารถผลิตสีได้ไม่จำกัด ช่วยให้ผู้ออกแบบสามารถเลือกใช้สีแบบใดๆก็ได้ตามจินตนาการ
  • สามารถซ่อมแซมสีที่เสียหายได้ ในขณะที่ PVDF ไม่สามารถทำได้เนื่องจากต้องผ่านห้องอบสีที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 250 องศาเซลเซียส
  • มีความแข็งของเนื้อสีมากกว่า สามารถพับแผ่นได้โดยไม่เกิดความเสียหายของสี
  • เป็นสีที่นิยมใช้ในการเคลือบวัสดุประเภทต่างๆ เนื่องจากคุณสมบัติที่โดดเด่นและได้รับการพัฒนาจากระบบ PVDF ที่เริ่มล้าสมัยแล้วในปัจจุบัน (Obsolete Technology)

ความจริงของสีระบบ PVDF มีข้อจำกัดในการแข็งตัว (curing)

1) PVDF ใช้ความร้อนสูงในการหลอมละลาย (Heat Fusion) ซึ่งทำให้มีข้อจำกัดในการแห้งและแข็งตัวที่อุณหภูมิปกติ (Air-drying หรือ ambient curing) จัดอยู่ในประเภท "Thermoplastic Fluorocarbon"

ส่วน FEVE แข็งตัวในสายการผลิต โดยอาศัยความร้อนจากปฏิกิริยาทางเคมี ไม่ใช่ Heat Fusion ซึ่งทำให้ FEVE มีองค์ประกอบทั้ง 3 ครบ ซึ่งได้แก่ Pigment Dispersability, Adhesion และ Flexibility นอกจากนั้นยังได้องค์ประกอบเพิ่มเติมมา ได้แก่ ความสามารถในการละลาย (Solubility), ความใส (Transparency), ความมันเงา (Gloss), ความแข็ง (Hardness) และ การเกาะประสาน (Crosslinking)

การแข็งตัวได้ที่อุณหภูมิปกตินี้เอง จัดอยู่ในประเภท "Thermoset Fluorocarbon" ทำให้ FEVE สามารถติดตั้งหรือทำการเคลือบในภาคสนามได้ ไม่จำเป็นต้องกระทำเฉพาะในกระบวนการผลิตในโรงงาน สามารถผสมและเคลือบเป็น Touch-up Paint ซ่อมแซมสีในภาคสนามได้

2) FEVE มีองค์ประกอบเป็น 100% Fluorocarbon Resin แต่ PVDF มีเพียง 70%
PVDF ทั้ง Kynar 500 และ Hylar 5000 มี Fluorocarbon Resin 70% อีก 30% เป็น Acrylic ซึ่งใช้การหลอมละลายที่อุณหภูมิสูง และกระจายทั้ง Flurocarbon Resin และ Arylic ให้เคลือบเป็นชั้น film ตรงนี้นี้เองที่ทำให้ PVDF มีความมันเงา (Gloss) ได้เพียง 25-40% เนื่องจากมีข้อจำกัดจากความแตกต่างของดัชนีการหักเหของแสง (Refractive Index) ของ Polymers 2 ชนิด ทั้ง Fluorocarbon Resin และ Arcrylic ส่วน FEVE จะสามารถก่อให้เกิดความมันเงาได้สูงถึง 80%

3) FEVE มี polymer ที่มีโมเลกุลน้ำหนักเบา ส่วน polymer ของ PVDF มีน้ำหนักโมเลกุลมาก

FEVE มีPolymer ที่มีโมเลกุลน้ำหนักเบา มีการยึดเกาะประสาน (crosslink) ของโมเลกุลมากมายมหาศาล ใน Polymer รวมทั้งมีการจัดเรียงตัวแบบสลับ (Alternating Sequence) อัดรวมตัวกันในพื้นที่ที่เท่ากันได้มากกว่า PDVF ช่วยให้มีความแข็ง(Hardness), ความทนทานต่อสภาวะอากาศ (Weathering Resistance) รวมทั้งความทนทานต่อสารเคมี (Chemical Resistance) มากกว่าการเคลือบสีแบบ PVDF

การพิจารณาว่าการเคลือบสีแบบ FEVE มีความทนทานต่อสภาวะอากาศ(Weathering Resistance) รวมทั้ง ความทนทานต่อสารเคมี (Chemical Resistance) มากกว่าการเคลือบสีแบบ PVDF คงต้องดูจาก
1) การทดสอบ Weathering Test ทั้ง 2 แบบ ด้านล่าง
2) การผ่านการทดสอบ AAMA 2605 ซึ่งทดสอบโดยการนำแผ่นเคลือบสี FEVE ตากแดด ตากฝน ที่ South Florida เป็นเวลา 10 ปีเต็ม (ดูรายละเอียดใน หัวข้อ AAMA Standards และดูใน Technical Bulletin จาก Mitsubishi Chemical America)
และ 3) ตารางแสดงผลการทดสอบ Chemical Resistance

XENON-Weathering Test

EMMA(QUA) Weathering Test

UV : Mj/m2 (295-385 nm)

--------------------------------------------
: เอกสารประกอบและแหล่งข้อมูลตรวจสอบ
(จาก 3rd Party ที่เป็นบริษัทเคลือบสี ระดับสากล สามารถเคลือบสีได้ทั้ง 2 ระบบ)
1) High Perfomance Fluoropolymer Coatings – ซึ่งเป็นเอกสารของ PPG Industies Ltd.ผู้เคลือบสีรายใหญ่ของโลก
หาดูได้จาก http://corporate.ppg.com/ppg/paf/documents/corwhite.doc

2)Thermoset Solution Fluorocarbon Coil Coatings – ซึ่งเป็นบทความของ Thomas E. Ballway, Executive VP ของ Keeler&Long Inc. ซึ่งเป็นหมวดธุรกิจหนึ่งของ PPG
หาดูได้จาก http://www.p2pays.org/ref/03/02559.htm

3) Website ของ Fluonova บริษัทเคลือบสี ชั้นนำ ตั้งอยู่ในเมือง Atlanta, มลรัฐ Georgia, สหรัฐอเมริกา
หาดูได้จาก http://www.fluonova.com/index.html
หรือสอบถามการเปรียบเทียบ FEVE กับ PVDF กับฝ่ายเทคนิคของ Fluonova ได้โดยตรงที่
tech@fluonova.com

คราบสีดำที่เกิดขึ้นบนแผ่น ACM เมื่อทำการติดตั้งแล้วเสร็จ เกิดจากอะไร มีวิธีการแก้ปัญหาอย่างไร

คราบสีดำที่เกิดขึ้นคล้ายทางน้ำไหลนั้น เป็นคราบที่เกิดจากสิ่งสกปรกผสมรวมไปกับน้ำมันที่เกิดจาก ซิลิโคนสำหรับการติดตั้ง ซึ่งเป็นประเภทมีน้ำมัน วิธีการแก้ไขปัญหาที่ดีตั้งแต่เริ่มการติดตั้ง คือ เลือกใช้ซิลิโคนที่ไร้น้ำมัน หรือ Non Staining silicone sealant ซึ่งจะลดปัญหาที่เกิดคราบดำได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งนี้ราคาค่าติดตั้งอาจต้องมีการปรับเพิ่มสูงขึ้น และควรมีการทำความสะอาดอาคารตามความเหมาะสมและพื้นที่ตั้งของอาคารเพื่อลดปัญหาคราบสกปรกที่อาจฝังแน่นได้ นอกจากนี้ยังสามารถพิจารณาเป็นหัวข้อต่างๆสำหรับการติดตั้งระหว่าง 2 รูปแบบได้ดังนี้

ข้อเปรียบเทียบระหว่างการติดตั้งแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท แบบเปียกหรือ แบบใช้ซิลิโคน (Wet joint Silicone sealant method)
กับระบบแห้ง (Open Joint) สำหรับภายนอกอาคาร


ระบบเปียก

ข้อได้เปรียบ

  • 1. ความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์และผู้แทนจำหน่าย
  • 2. คุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่มีการลดคุณภาพเพื่อทำให้ต้นทุนต่ำลง
  • 3. การรับประกันที่เชื่อถือได้และให้บริการอย่างเต็มที่
  • 4. มาตรฐานการบริการและการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากให้กับลูกค้า
  • 5. การบริการด้านเทคนิคและวิชาการที่สมบูรณ์
  • 6. เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับและสามารถพิสูจน์ได้จริง


ข้อเสียเปรียบ

  • 1. ต้องใช้ระบบฉีดซิลิโคน ทำให้เกิดความผิดพลาดระหว่างการก่อสร้างได้
  • 2. ต้องการแรงงานฝีมือที่มีคุณภาพ
  • 3. ไม่สามารถทำงานได้ระหว่างช่วงที่มีฝนตกเพราะน้ำจะซึมเข้าสู่รอยยาแนวซิลิโคน
  • 4. ทำงานได้ช้ากว่าระบบแห้ง
  • 5. เกิดคราบสกปรกได้จากการใช้ซิลิโคนผิดประเภทและความสะอาดระหว่างการทำงานต่ำ งานระหว่างการก่อสร้างดูไม่งามตา
  • 6. ต้องมีการตรวจซ่อมแซมเมื่อซิลิโคนเสื่อมคุณภาพหรือหมดอายุการใช้งาน

ระบบแห้ง

ข้อได้เปรียบ

  • 1. ไม่ต้องใช้ระบบฉีดซิลิโคน ทำให้ลดความผิดพลาดระหว่างการก่อสร้างได้ สามารถประกอบจากโรงงานได้เป็นจำนวนมาก
  • 2. ไม่ต้องการแรงงานฝีมือที่มีคุณภาพแต่ต้องมีความชำนาญในการประกอบ
  • 3. สามารถทำงานได้ระหว่างช่วงที่มีฝนตกได้
  • 4. ทำงานได้เร็วกว่าระบบเปียก
  • 5. ไม่เกิดคราบสกปรกจากการใช้ซิลิโคนและความสะอาดระหว่างการทำงานสูง อาคารสะอาด สวยงามระหว่างการก่อสร้าง
  • 6. เกิดความเสียหายได้ยากเพราะไม่ต้องบำรุงรักษาซิลิโคนและรอยต่อบ่อยครั้ง


ข้อเสียเปรียบ

  • 1. เป็นระบบที่มีการใช้งานเฉพาะของผู้ติดตั้งแต่ละราย
  • 2. เป็นระบบที่เกิดการรั่วซึมได้เพราะเป็นการเปิดช่องสำหรับการระบายน้ำผ่านเฟรมติดตั้ง คล้ายระบบ Curtain Wall
  • 3. ราคาสูงกว่าระบบเปียก
  • 4. จำเป็นต้องมีโครงเคร่าเฉพาะ และเป็นเทคโนโลยีของผู้ติดตั้งแต่ละราย ทำให้เปรียบเทียบข้อแตกต่างได้ยาก
  • 5. ใช้ได้กับอาคารที่มีรูปแบบเรียบง่าย หรือไม่ซับซ้อน
  • 6. ดัดแปลงแก้ไขได้ยากเพราะมักใช้โครงเคร่าอลูมิเนียม ซึ่งเชื่อมไม่ได้จำเป็นต้องใช้วิธียึดด้วยเทปหรือสกรู

ถ้าต้องการทำความสะอาดคราบที่เกิดขึ้นบนแผ่น ACM จะมีวิธีการอย่างไรในการทำความสะอาดเพื่อป้องกันสีของวัสดุเสียหาย

1. น้ำยาทำความสะอาดในเอกสารแนะนำเป็นน้ำยาทำความสะอาดอย่างอ่อน เจือจาง เช่น มาจิกคลีนเจือจาง หรือแนะนำให้ใช้น้ำธรรมดาทำความสะอาด

2. อุปกรณ์ทำความสะอาดและวิธีทำความสะอาดวัสดุใหม่และวัสดุที่ผ่านการใช้งานมาระยะหนึ่งแล้ว
ตอบ : อุปกรณ์ใช้ฟองน้ำเนื้อนุ่มและผ้าเนื้อนุ่มที่ไม่ก่อให้เกิดรอยครับ สำหรับแผ่นใหม่ใช้เพียงน้ำทำความสะอาด หากผ่านการใช้งานมาแล้วระยะหนึ่งแนะนำให้ใช้ ตามข้อ 1 ครับ น้ำยาทำความสะอาด IPA (Isopropyl Alcohol) ไม่แนะนำให้ใช้เนื่องจากอาจมีความไม่ชำนาญในการทำความสะอาดครับ ก่อให้เกิดความเสียหาบต่อแผ่นได้ ขอให้เป็นขั้นตอนท้ายๆหากสิ่งสกปรกไม่หลุดออกมาจริงๆ

3. การทนต่อค่าความเป็นกรดและด่างของน้ำยาแต่ละชนิดของพื้นผิววัสดุ
ตอบ : การเคลือบสีของALPOLIC/fr นั้นเป็นระบบฟลูออโรคาร์บอน คุณภาพสูงสุด มีคุณสมบัติในการทนทานต่อสารเคมีทั่วไปอย่างยอดเยี่ยม แต่หากสัมผัสโดยตรงต่อสารเคมีเหล่านั้น แนะนำให้ทำความสะอาดด้วยน้ำในทันที เนื่องจากหากมีการทิ้งไว้นาน ความเงางามและสีอาจเสียหายได้

4. องค์ประกอบของพื้นผิวหน้าแผ่นALPOLIC
ตอบ : ผิวหน้าของALPOLIC/fr เป็นอลูมิเนียมความหนา 0.5มม. บวกกับไส้กลางกันไฟ ความหนา 3มม. และผิวอลูมิเนียมด้านหลังหนา 0.5มม. เคลือบสีโพลีเอสเตอร์ป้องกันการกัดกร่อนและเกิดสนิมของอลูมิเนียม สีเคลือบด้านหน้าเป็นระบบ ฟลูออโรคาร์บอนด์ แบบ FEVE (LUMIFLON BASED FLUOROCARBON)ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ ให้มีความทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ มีความมันเงาสูงและจับฝุ่น สิ่งสกปรกได้ยาก รับประกันการซีดจางและผิดเพี้ยนของสี ยาวนานถึง 20 ปี นอกจากนี้ยังมีชั้นเคลือบสีพิเศษป้องกันการกัดกร่อนของอลูมิเนียมอีกชั้นหนึ่งด้วย

5. ระยะเวลาการทำความสะอาดควรทิ้งเวลาห่างกันเท่าไร
ตอบ : ชี้แจงตามเอกสาร 0.5-2 ปีต่อครั้ง ขึ้นกับสภาพแวดล้อมที่ได้ไปติดตั้ง

ฟิล์มที่ติดตั้งอยู่บนด้านหน้าแผ่นมีความสำคัญอย่างไร จำเป็นไหม และควรมีคุณสมบัติที่ดีอย่างไร

ฟิล์มทีติดตั้งด้านหน้าของแผ่นนั้น มีหน้าที่ป้องกันความเสียหายที่เกิดจากการติดตั้ง ระหว่างหรือภายหลังจากการติดตั้ง นอกจากนี้แผ่นฟิล์มป้องกันความเสียหายที่ดีจะต้องติดอยู่บนแผ่นโดยไม่หลุดลอกเองและมีอายุการใช้งาน อย่างน้อย 6 เดือน เพื่อการป้องกันดังที่กล่าวมา ทั้งนี้บนแผ่นฟิล์มจะต้อมีการระบุทิศทางการติดตั้งด้วยลูกศรที่ชัดเจน บอกชื่อผู้ผลิต เครื่องหมายการค้าอีกทางหนึ่งด้วย

การติดตั้งแผ่นACM นั้นทำได้อย่างไร โครงที่ใช้และอุปกรณ์ควรเป็นชนิดใดบ้างและมีราคาประมาณเท่าใด

โดยปกติการติดตั้งแผ่น ACM เพื่อใช้เป็นเปลือกอาคารภายนอกนั้น ด้วยวัตถุประสงค์ของการป้องกันน้ำรั่วซึม ผู้ติดตั้งจะทำการพับแผ่นเพื่อให้มีลักษณะเป็นถาด พร้อมทั้งติดตั้งฉากอลูมิเนียมขนาด 1 นิ้ว x 1 นิ้ว สำหรับการยึดแผ่นเข้ากับโครงติดตั้ง เพราะไม่นิยมยิงสกรูหรือริเวทลงบนแผ่นโดยตรง ทั้งนี้โครงที่ใช้สำหรับการติดตั้งนั้น แนะนำให้ใช้โครงเหล็กที่ผ่านการทาสีกันสนิมอย่างเหมาะสม หรือการชุบอโนไดซ์ ลงบนเหล็กกล่องที่มีขนาด 1 x 2 นิ้ว หากมีงบประมาณเพียงพอแนะนำให้ติดตั้งบนโครงอลูมิเนียมกล่องขนาดเท่ากัน ซึ่งมีค่าติดตั้งเพิ่มประมาณ 400-600 บาท/ตร.ม. ทังนี้ไม่แนะนำให้ใช้เหล็กฉากในการสร้างโครงติดตั้งเนื่องจากเหล็กฉากมีกำลังที่จะยึดเหนี่ยวสกรูไม่เพียงพอ หากเกิดแรงลมหรือดึงด้วยแรงจะทำให้แผ่นถอนตัวออกจากโครงและสามารถหลุดร่วงลงมาได้ ข้อดีของการใช้เหล็กในการสรางโครงติดตั้ง คือ สามารถตัด เชื่อมได้ง่ายกว่าโครงอลูมิเนียม ตลอดจนการสร้างโครงโค้งเพื่อใช้หุ้มเสา แต่สิ่งที่โครงอลูมิเนียมได้เปรียบคือ เกิดสนิมขึ้นได้ยาก และพร้อมกันนี้ สกรูหรือริเวทที่ใช้แนะนำให้เป็นโลหะชุบอดนไดซ์หรืออลูมิเนียมเท่านั้น ถ้าต้องการผลงานที่ดีที่สุดแนะนำให้ใช้เป็นสแตนเลส ซึ่งมีราคาสูงกว่าวัสดุที่กล่าวมาอย่างมาก

หากนำแผ่นACM ไปใช้ในอาคาร เป็นงานตกแต่งภายในควรที่จะมีคุณสมบัติของแผ่นอย่างไร เพื่อให้เหมาะสมกับราคาและการใช้งาน

การใช้งานภายในอาคารสามารถนำแผ่น ACM ขนาดความหนามาตรฐาน 4มม. ระบบสีภายนอกมาใช้ได้หรือที่เหมาะสมสามารถนำแผ่นขนาดความหนา 3มม. หรือแผ่น ALPOLIC/Fr LT มาใช้ได้จะเป็นการประหยัดมากกว่า นอกจากนี้การใช้งานนอกจากใช้ในการหุ้มเสา คาน หรือผนังภายใน ปัจจุบันยังสามารถนำมาหุ้มประตู ใช้ทำฝ้าเพดาน หรือเสริมสร้างความสวยงามตามจินตนาการผู้ออกแบบได้อย่างมากมาย และปัจจุบันมีการนำเอาแผ่น ACM ลายไม้หรือลายหินเข้ามาจำหน่าย ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการใช้งานแผ่น ACM ALPOLIC/fr ในการตกแต่งได้อีกทางหนึ่งด้วย

ผู้ออกแบบสามารถนำเอา ACM มาใช้ในการออกแบบภายในอย่างไรบ้าง

ผู้ออกแบบสามารถนำเอาแผ่น ACM มาใช้งานภายในได้หลากหลายตามจินตนาการ ไม่ว่าจะเป็นการหุ้มภายในอาคาร เสา คาน ผนังตกแต่ง ฝ้าเพดาน ฯลฯ หรืออาจเรียกได้ว่านำมาตกแต่ง ก่อสร้างเป็นองค์ประกอบภายในได้แทบทุกอย่าง ไม่แนะนำให้นำมาทำองค์ประกอบที่อาจเกิดการขูดขีดจากของแหลมคมได้ อาทิเช่น การทำระบบพื้น เป็นต้น โดยปกติแล้วแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ไส้กลางกันไฟ ALPOLIC/fr จะมีขนาดที่เป็นมาตรฐานอยู่ด้วยกัน 4 ขนาด คือ

1. ขนาด 1270 x 2489 มม.
2. ขนาด 1270 x 3099 มม.
3. ขนาด 1575 x 2489 มม.และ
4. ขนาด 1575 x 3099 มม.

ดังนั้นการออกแบบก็ควรที่จะเริ่มอยู่บนแนวคิดของขนาดเหล่านี้ แต่ก็สามารถสั่งขนาดที่เหมาะสมเพื่อการลดเศษเหลือทิ้งได้ดังที่เคยเรียนให้ทราบในฉบับก่อนๆนะครับ เพียงแค่เริ่มต้นเราก็สามารถช่วยลดการเกิดภาวะโลกร้อนได้ทันทีเลยนะครับ การใช้แผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ไส้กลางกันไฟ ALPOLIC/fr ในงานตกแต่งภายในอาคาร แนะนำให้ใช้กับองค์ประกอบเหล่านี้ คือ งานฝ้าเพดาน งานตกแต่งผนังภายใน งานตกแต่งผนังที่เป็นองค์ประกอบของผนัง งานผนังกั้น และงานที่ใช้แผ่นพับขึนรูปเป็นลักษณะต่างๆ เช่น หน้าบานประตู งานหุ้มผนังห้องน้ำ งานแผงกั้นสำเร็จรูปสำหรับห้องน้ำ งานผลิตเฟอร์นิเจอร์บางประเภทและอื่นๆ อีกมาก โดยยังคงข้อดีของการเลือกใช้แผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ไส้กลางกันไฟ ALPOLIC/fr เอาไว้อย่างครบถ้วนไม่ว่าจะเป็น

a. ความสามารถในการทนไฟ
b. ทนความร้อนและความชื้น กรด ง ความเค็มจากทะเลและฝุ่นทราย
c. ไม่เกิดความเสียหายจากแมลงและสัตว์กัดแทะ
d. ลดความสูญเสียจากการนำเอาวัสดุใหม่มาผลิต เพราะสามารถใช้การรีไซเคิลมาทดแทนได้
e. ลดปัญหา VOC หรือ ไอระเหยอินทรียสารได้เป็นผลต่อสุขภาพผู้ใช้งานอาคารโดยตรง
f. น้ำหนักเบา พับขึ้นรูปได้หลากหลายตามความต้องการของผู้ออกแบบ โดยมีหลักการออกแบบ คือ หากเราสามารถทำแบบจำลองจากกระดาษแข็งได้ ก็สามารถนำเอาแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ไส้กลางกันไฟ ALPOLIC/fr มาใช้งานตามแบบที่ได้ออกแบบเอาไว้เช่นกันครับ
g. มีพื้นผิวหลากหลายให้เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลายโลหะ ลายหินและลายไม้ธรรมชาติ ตลอดจนผิวลายใหม่ล่าสุด เพื่อการตกแต่งภายในอย่างลวดลายแบบนามธรรม (Abstract) ซึ่งมีทั้งลายหนัง ลายFiber Carbon เป็นต้น

  • มีขนาดให้เลือกมากว่า หลากหลายกว่า โดยราคาไม่เพิ่ม ประหยัดค่าใช้จ่ายและมีผลกำไรมากขึ้น
  • เศษที่เหลือน้อยลง หรือไม่เหลือเศษเลย ทำให้ทำงานได้ง่าย สะดวกรวดเร็ว ไม่สับสนและไม่เสียค่าตัดแผ่น ตลอดจนระยะเวลาและแรงงาน
  • มั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์เพราะเป็นสินค้าระดับโลกที่ผ่านมาตรฐานการทดสอบความทนไฟจากสถาบันสากลที่เชื่อถือได้ของโลกหลายสถาบันและมาตรฐาน
  • มั่นใจในด้านคุณภาพการผลิตเพราะผลิตจากโรงงาน Mitsubishi Plastics Inc.ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นโรงงานที่ผลิตแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ไส้กลางกันไฟ อันดับ 1 ของโลก ด้วยยอดกำลังการผลิตมากกว่า 10 ล้านตารางเมตรต่อปี
  • มั่นใจด้านคุณภาพสีที่ให้การรับประกันโดยตรงจากโรงงานผู้ผลิตเป็นระยะเวลานาน 10 ปีเต็ม
  • ลดการใช้พลังงานและช่วยรณรงค์ต่อต้านวิกฤตโลกร้อนได้เป็นอย่างดี ผ่านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่สำคัญหลากหลายและได้รับการยอมรับให้เป็นแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ไส้กลางกันไฟ ตามมาตรฐาน LEED ในระดับสากล
  • คุ้มค้าต่อการลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ภาพที่ 1 รูปแบบการติดตั้งที่หลากหลายในองค์ประกอบ
ภายในของงานตกแต่งภายในอาคาร

 

ภาพที่ 2 การขึ้นรูปในแนวโค้งและการหุ้มใต้ท้องบันไดเวียน
ที่สลับซับซ้อนก็สามารถใช้ ALPOLIC/fr ขึ้นรูปได้

 

ภาพที่ 3 การใช้ ALPOLIC/fr ในการตกแต่งภายในไม่ว่าจะเป็นผนัง
เสากลมเหลี่ยม ราวกันตกและงานฝ้าเพดาน

 

ภาพที่ 4 การใช้ALPOLIC/fr ตกแต่งแม้เป็นองค์ประกอบของอุปกรณ์อื่นๆ
ไม่ว่าจะเป็นงานตกแต่งบันไดเลื่อนหรือ ลิฟท์ งานตกแต่งฝ้าเพดาน ซึ่งสามารถเจาะฝังช่องไฟได้


นอกจากนี้การติดตั้งแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ไส้กลางกันไฟ ALPOLIC/fr สำหรับงานภายในยังมีวิธีการติดตั้งที่หลากหลายกว่าการติดตั้งแบบภายนอกอาคาร อาทิเช่น การใช้เทปแรงยึดเหนี่ยวสูงในการติดตั้ง

 

ภาพที่ 5 งานติดตั้งแผ่นอลูมิเนียมคอมโพสิท ไส้กลางกันไฟ ALPOLIC/fr
ภายในแบบใช้เทปแรงยึดเหนี่ยวสูง (VHB: Very High Bond Tape)

 

ภาพที่ 6 งานติดตั้งแผ่นอลูมิเนียมคอมโพสิท ไส้กลางกันไฟ ALPOLIC/fr แบบใช้ขอเกี่ยวและน็อต

 

ภาพที่ 7 งานติดตั้งแผ่นอลูมิเนียมคอมโพสิท ไส้กลางกันไฟ ALPOLIC/fr ในงานฝ้าเพดานแบบแยกชิ้น

 

แผ่น ACM ที่มีไส้กลางสีดำหรือสีขาวแต่มีลักษณะเป็นพลาสติกแข็ง ถือว่าเป็นแผ่น ACMที่สามารถป้องกันไฟได้หรือไม่ ควรพิจารณาจากผลการทดสอบ
ความทนไฟใดเป็นประการสำคัญ

การพิจารณาจำเป็นจะต้องพิจารณาถึงผลการทดสอบความทนไฟที่เหมาะสมกับงานACM เนื่องจากรูปร่างและสีของไส้แกนกลางนั้นไม่สามารถบ่งบอกได้ว่า ไส้แกนกลางนี้ ถือเป็นไส้แกนกลางกันไฟอย่างแท้จริง แม้ว่าจะมีลักษณะเป็นผงแร่สีขาวคล้ายคลึงกัน ในกรณีที่ต้องการพิสูจน์ทราบว่าไส้แกนกลางนั้นเป็นไส้แกนกลางกันไฟจริง ควรพิจารณาจากผลการทดสอบความทนไฟที่เหมาะสม ดังนี้

การพิจารณา คุณสมบัติด้านการทนไฟ, การไม่ลามไฟ ของวัสดุ อลูมิเนียมคอมโพสิท (ACM) เมื่ออาคารหลายๆอาคารที่ใช้แผ่น ACM เกิดเพลิงไหม้ พบว่า แผ่นACMที่ใช้ไส้กลางชนิด PE (Poly Ethylene) ทำให้อาคารขาดความปลอดภัย จากอัคคีภัย ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ

1.PE สามารถจุดติดไฟและสามารถลามไฟได้ ที่อุณหภูมิ 130-160 C และมีค่าการคายความร้อนเมื่อถูกเผาไหม้ (Heats of Combustion) สูงมาก มากกว่าGasoline หรือน้ำมันเชื้อเพลิง ด้วยซ้ำไป จึงทำให้เกิดการลามไฟในบริเวณอาคาร รุนแรงและขยายวงกว้างขึ้นได้ รวมถึงการลุกลามไฟไปสู่อาคารข้างเคียง เมื่อชิ้นส่วน PE ที่ติดไฟและไหลหยดย้อย ปลิวไปเกาะติด กลายเป็นเชื้อไฟใหม่ เริ่มต้นลุกไหม้ต่ออาคารข้างเคียง

2.เมื่อ PE เกิดติดไฟ จะเกิดการเผาไหม้ ปล่อยสารประกอบต่างๆออกมา เช่น อัลดีไฮด์, ไซยาไนด์ รวมทั้งก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ เป็นอันตรายต่อบุคคลที่กำลังอพยพหนีไฟ ภายในอาคาร รวมทั้งเป็นอุปสรรคต่อนักผจญเพลิง กู้ภัย ที่เข้าไปทำการดับไฟในอาคาร

 

เหตุผลข้างต้นทำให้ประเทศชั้นนำทั่วโลก ได้เล็งเห็นความสำคัญ ถึงกับออกกฎหมายควบคุมอาคาร ( Building Code ) แนะนำไม่ให้ใช้แผ่นอลูมิเนียมคอมโพสิท ชนิดไส้กลางพลาสติก PE ในการตกแต่งผนังทั้งภายนอกและภายในอาคาร หลายๆประเทศเช่น สิงคโปร์ และ ออสเตรเลีย ยังได้ระบุให้วัสดุ ACM จะต้องผ่านการทดสอบเป็น " Non – Combustible material" ( ไม่ติดและลามไฟ )รวมทั้ง " Non – Toxic " ( ไม่ก่อให้เกิดสารหรือควันพิษอันตราย ) โชคร้ายที่ประเทศไทยบ้านเรา ยังไม่มีกฎหมายหรือ พรบ.ควบคุมอาคาร ที่กำหนดชี้ชัดในการควบคุมวัสดุประเภทนี้.

คราวนี้ จะดูอย่างไร? ว่าวัสดุ ACM ที่เป็นวัสดุทนไฟ (Fire Rated) และ Non – Toxic ด้วยนั้น ควรผ่านมาตรฐานทดสอบใด ที่เชื่อถือได้บ้าง? ใคร่ขอนำเสนอข้อมูลให้ศึกษา พิจารณา เป็น 2 ประเด็น ทั้งมาตรฐานที่ท่านควรระวังในการพิจารณาและมาตรฐานที่ท่านควรใช้ในการพิจารณาการทนไฟของ ACM ดังนี้

  • มาตรฐานทดสอบที่สมควรใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาการทนไฟและลามไฟของ ACM



  • ภาพประกอบ - ISO 5660-1

    ภาพประกอบ – การหยดไหลย้อยของ PE ใน Cone Carolimeter Test

    UBC 26-3 Interior Room Corner Test

      1. UBC 26–9 ISMA (Intermediate Scale Multi–story Apparatus) Test : (หรือ NFPA 285)

      ทดสอบตามมาตรฐานของสหรัฐอเมริกา โดยมีข้อพิจารณาที่สำคัญ คือเปลวไฟที่ลามขึ้นตามผนัง แคลดดิ้งภายนอก วัสดุ ACM ที่ผ่านการทดสอบอาคารจำลองนี้ จะแสดงถึงการไม่ลามไฟ ขึ้นสู่ผนังอาคารสูงทั้งในแนวดิ่งและแนว lateral ด้านข้าง จากบริเวณที่จุดไฟทดสอบ โดยทำการทดสอบประมาณ 30 นาที ในสิงคโปร์ วัสดุที่ใช้เป็นผนัง แคลดดิ้งภายนอก จะต้องผ่านการทดสอบตามมาตรฐานนี้ ( UBC = Uniform Building Code )

       

    2. ISO 5660 – 1 Cone Carolimeter Test

    ในญี่ปุ่นจะเรียกว่า " Heat Release Test " หรือเรียกเป็นสากลว่า " Cone Calorimeter Test " ที่จะสามารถระบุความเป็น " Non – Combustible " หรือ " Combustible " ได้ ACM ที่มีไส้กลางทนไฟได้จริง จะผ่านการทดสอบ ส่วนวัสดุที่ติดและลามไฟ รวมทั้งไหลย้อยเป็นเชื้อเพลิง ก็จะสังเกตได้อย่างชัดเจน จากการทดสอบนี้ ( ดูภาพประกอบ ) นอกจากนั้นยังสามารถทดสอบ Toxicity Gas Test จากเครื่องมือ Cone Calorimeter นี้ได้อีกด้วย
    ปัจจุบันต้องให้เครดิต แก่ สถาบันทดสอบของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ใช้ชื่อว่า ศูนย์วิจัยเพื่อความปลอดภัยจากอัคคีภัย หรือ Fire Safety Research Center (FSRC) ได้นำเครื่องมือทดสอบตามมาตรฐาน ISO 5660 – 1 นี้ มาเริ่มรองรับการบริการ ในประเทศไทยแล้ว ตั้งอยู่ด้านหน้าของวิทยาเขตอุเทนถวาย

     

    3. UBC 26 – 3 หรือ ISO – 9705 ( Interior Room Corner Test )

    สมควรใช้ในการพิจารณา หากมีการใช้วัสดุ ACM เป็นผนังภายในอาคาร สามารถสังเกตพฤติกรรม การลามไฟ ของแผ่นผนัง รวมทั้งความสูงของเปลวไฟ และอุณหภูมิ ที่ระดับ ¾ ของห้องทดสอบ ซึ่ง ISO – 9705 จะทดสอบ 20 นาที ส่วนUBC 26-3 จะทดสอบนาน 15 นาที

     

    4. Combustion Toxicity Test

    บ่อยครั้งที่การเกิดเพลิงไหม้มิได้เกิดขึ้นอย่างรุนแรงจนสร้างความเสียหายแก่อาคารจนถึงขั้นพังทลาย แต่สามารถทำให้ผู้อาศัยหรือสัญจรอยู่ในอาคารประสบอันตรายจากการสูดเอาควันพิษหรือก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ จนถึงขั้นเสียชีวิตได้
    วัสดุ ACM ที่ผ่านการทดสอบการไม่ก่อให้เกิดสารหรือควันพิษ นี้ ย่อมสร้างความมั่นใจ แก่ผู้ใช้อาคาร ตลอดจนไม่เป็นอุปสรรคต่อนักผจญเพลิง ที่เข้าไปช่วยกู้ภัย ดับไฟในอาคาร

อยากใช้แผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ไส้กลางกันไฟ แต่พบว่ายี่ห้อที่นำเสนอไม่มีผลการทดสอบความทนไฟ ดังข้างต้น แต่มีผลการทดสอบอื่นๆแทน สามารถนำมาเทียบเคียงได้หรือไม่

ต้องพิจารณาเป็นแต่ละผลการทดสอบไป แต่หากมีการนำเสนอผลการทดสอบเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อยื่นพิจารณาเรื่องคุณสมบัติความทนไฟ ขอให้พึงระวังเพราะการทดสอบเหล่านี้ไม่เหมาะสมกับแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ไส้กลางกันไฟ และไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าแผ่นที่ผ่านการทดสอบเหล่านี้เป็นแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ไส้กลางกันไฟ เนื่องจากเหตุผลดังนี้

  • มาตรฐานทดสอบที่สมควรใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาการทนไฟและลามไฟของ ACM

    – การจัดวางชิ้นทดสอบ ในASTM E-84

    - BS 476 Part 6

    - BS 476 Part 7


      1. ASTM E 84 - Tunnel Test

      ASTM E 84 เป็นการวัดค่าดัชนีการลามไฟ ( Flame Spread Index ) ของวัสดุ การทดสอบจะกระทำที่ chamber ความยาว 7.62 เมตร ( ดูภาพประกอบ 1 ) โดยใช้แผ่นทดสอบ 0.5 x 7.32 เมตร วางที่ระดับบนใน chamber ( คล้ายๆกับวางอยู่เป็นฝ้า เพดานหรือ ceiling ของห้องทดสอบ ) แล้วทำการจุดไฟให้ความร้อน โดย Gas burner ( ดูภาพประกอบ 2 ) เป็นเวลา 10นาที แล้วทำการวัดระยะคืบที่เกิดการลามไฟ จากนั้นจึงใช้ Flame Spread Index มาแบ่ง Class ของวัสดุ ดังนี้
      Class 1. มีค่า Flame Spread Index 0 – 25 (วัสดุ ACM ที่จัดว่ามีการลามไฟต่ำ จะอยู่ใน Class 1 นี้)
      Class 2 .และ Class 3 มีค่า 26-75 และ 76-200 ซึ่งถือว่ามีการลามไฟสูงเพิ่มขึ้น ตามลำดับ

      วัสดุACM มีไส้กลาง PE มักอ้างอิงว่าผ่านการทดสอบนี้ เนื่องจากเมื่อ PE ถูกความร้อน เผา จะเกิดการหลอม (Melt) และหยดไหลย้อย (Drip) ลงสู่เบื้องล่าง เหลือเพียงแผ่น Aluminium skin 2 แผ่นที่ประกบอยู่ ทำให้การวัดระยะคืบของการลามไฟ ไม่ได้สะท้อนพฤติกรรมจริงของPE หรือแผ่น Composite กลายเป็นวัดเฉพาะการลามไฟของผิว Aluminium เท่านั้น

      อันที่จริง ASTM ได้ระบุไว้ชัดเจนใน " ASTM E 84 – 06 Section 1.4 " หรือ "ASTM E84 – 00 Section 1.5 " ด้วยข้อความตรงกันว่า " Testing of materials that melt, drip or delaminate to such a degree that the continuity of the flame front is destroyed results in low flame spread indices that do not relate directly to indices obtained by testing materials that remain in place "

      วัสดุ ACM ชนิดไส้กลาง PE จึงไม่สมควรอ้างอิงมาตรฐานนี้อยู่แล้ว! แต่จะมีสักกี่ท่านที่ศึกษา และทราบข้อเท็จจริงนี้ ?

       

    2. BS 476 Part 6, Part 7

    ทดสอบโดยวัดระยะคืบ คล้ายคลึงกับ ASTM E-84 แต่จัดวางชิ้นทดสอบในแนวดิ่ง ซึ่งไส้กลางPE ในแผ่น ACM จะเกิดการหลอม (Melt) และหยดไหลย้อย (Drip) ลงสู่เบื้องล่าง ในขณะทดสอบ จนเหลือเพียงแผ่น Aluminium skin 2 แผ่นที่ประกบอยู่ ทำให้การวัดระยะคืบของการลามไฟ ไม่ได้สะท้อนพฤติกรรมจริงของPE หรือแผ่น Composite อีกเช่นกันนอกจากนั้น การทดสอบเป็นเพียงการแผ่รังสีความร้อน ตั้งฉากกับแผ่นทดสอบ อยู่ในที่เปิด ทำให้อุณหภูมิต่ำกว่าการทดสอบอื่นๆอยู่มาก เช่น UBC 26-9 ISMA Test, UBC 26-3 Interior Room Corner Test ใช้การจุดไฟเผา หรือ ISO 5660-1ใช้จุดไฟที่ปลายก้าน Burner สัมผัสเหนือแผ่นทดสอบ และยังมีฝาครอบ ช่วยอบความร้อนไว้

     

    3. UL94 "Plastic Flammability Test" Class V0

    เป็นการทดสอบที่มักพบยกอ้างมากในปัจจุบัน เนื่องจากสถาบัน UL เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง แต่ก็มีผู้ไม่หวังดีนำเอาการทดสอบที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทนไฟมาอ้าง โดยมุ่งหวังที่จะสร้างความเข้าใจผิดให้กับผู้ใช้ โดยนำเอาการทดสอบ UL94 "Plastic Flammability Test" Class V0 มาอ้างว่าเป็นวัสดุก่อสร้างที่ทนไฟ ทั้งทึ่ความเป็นจริงแล้วการทดสอบนี้ เป็นการทดสอบความติดไฟของพลาสติก นั่นหมายความว่า การทดสอบนี้ไม่บ่องบอการทนไฟแต่เป็นการบ่งบอกว่าพลาสติกนั้นๆติดไฟในระดับใด เป็นการยอมรับว่าไส้กลางที่นำมาทดสอบนั้นเป็นพลาสติกไม่ใช่ไส้กลางกันไฟ นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดจาก UL ว่าการทดสอบนี้กระทำขึ้นเพื่อใช้ทดสอบพลาสติกสำหรับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน มีพื้นที่รวมไม่เกิน 1 ตารางเมตรและหนาไม่เกิน 13 มิลลิเมตร ห้ามใช้กับวัสดุก่อสร้างทุกประเภท ดังนั้นหากมีการอ้างการทดสอบนี้สำหรับแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท เชื่อว่าจะเป็นการสร้างความเข้าใจผิดและหวังผลแก่ผู้ใช้งาน ท่านสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องความไม่เหมาะสมนี้ได้จาก websiteของ UL เอง ตามที่อยู่ต่อไปนี้
    http://www.ul-asia.com/news_nl/2007-Issue24/page10.htm


ทั้ง 3 การทดสอบข้างต้นมีช่องโหว่ ที่สามารถนำไปอ้างอิงผิดๆได้ ASTM ก็ได้ระบุแจ้งเตือนไว้ว่าไม่เหมาะสมกับวัสดุบางชนิด ดังนั้น Building Code ในบางประเทศ เช่น สิงคโปร์ และ ออสเตรเลีย จึงได้แนะนำไม่ให้ใช้วัสดุแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ที่มีไส้กลางหลักเป็น PE สำหรับการก่อสร้างผนังอาคารสูง เพื่อป้องกันการใช้ช่องโหว่ของการทดสอบของวัสดุ PE

ข้อมูลชี้แจงข้างต้นน่าจะก่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณามากยิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลที่อาศัยหรือใช้งานในอาคารนั้นเป็นสำคัญ เชื่อว่าหากประเทศไทยเรา มีการออกข้อกำหนด เป็นกฏหมายหรือ พรบ.ควบคุมอาคาร ขึ้นมา มาตรฐานข้างต้น น่าจะถูกหยิบยกขึ้นมาป็นเกณฑ์ให้ใช้กันอย่างถูกต้อง และปลอดภัยในที่สุด อย่าประมาทต่อโอกาสในการเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง เมื่อเกิดเพลิงไหม้ขึ้น

อยากทราบว่า แผ่น ACMไส้กลางกันไฟ สามารถนำไปใช้เป็นผนังกันไฟตามพรบ. ควบคุมอาคาร ได้หรือไม่

หากตอบตามตัวหนังสือเรื่องการที่ผนังที่ใช้แผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิทนั้นต้องทนไฟตามมาตรฐาน ASTM E119 ที่1และ2 ชั่วโมงก็นำไปใช้ได้ แต่หากพิจารณาลึกๆลงไปแล้ว จะพบว่าการทดสอบASTM E119 นั้นมีจุดที่ไม่เหมาะสมกับการอ้างอิงเรืองความทนไฟของแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ดังรายละเอียด ต่อไปนี้

ASTM E-119 และความเหมาะสม ในการใช้พิจารณาอย่างถูกต้อง

หากเป็นการทดสอบ ความทนไฟของโครงสร้างเหล็กที่ผ่านการพ่น/เคลือบด้วยวัสดุพ่นกันไฟ เช่น Cementitious Fireproofing หรือ Intumescent Coating แล้วนำไปใช้เป็นเสา, คาน และโครงหลังคา แล้ว มาตรฐานการทดสอบ ASTM E-119 นับว่ามีความเหมาะสมที่สุด เนื่องจากการทดสอบเป็นการจำลองลักษณะการใช้งานของโครงสร้างนั้น ในขณะเกิดเพลิงไหม้จริง มี load กระทำขณะทดสอบจุดไฟเผา เสมือนการรับน้ำหนักจริงของอาคาร แต่ ไม่ใช่ว่าจะมีความเหมาะสม ในการทดสอบความทนไฟของทุกประเภทวัสดุ ตัวอย่างเช่น ประตูเหล็กทนไฟ หรือ แผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ก็มักใช้มาตรฐานอื่นๆในการพิจารณาด้านการทนไฟ

การทดสอบแผ่นผนังผ่านมาตรฐาน ASTM E-119 หากเป็นการทดสอบผนังทั้งระบบหรือผนังประกอบสามารถทดสอบเป็นระบบ ร่วมกับผนังทนไฟอื่นๆได้ (ขอย้ำ ! ว่าเป็นระบบ) เช่น เราสามารถพบเห็นแผ่นผนังอลูมิเนียมคอมโพสิท ประกบบนแผ่น Gypsum Board 2 ชั้น หรือ ประกบบน Gypsum Board 1 ชั้น แต่ back-up ด้วยวัสดุทนไฟจำพวก Rock wool หรือ Fiber Glass ความหนามากๆ ก็อาจผ่านการทดสอบความทนไฟได้ 2 ชั่วโมง ได้แต่มิได้หมายความว่า หากท่านนำแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ไปใช้เปล่าๆแล้ว ผนังอาคารนั้น จะทนไฟได้ 2 ชั่วโมง ยกตัวอย่าง SwRI หรือ Southwest Research Institute (Department of Fire Technology) จะระบุไว้ในหน้า Introduction ของผลการทดสอบไว้เลย ว่าผลการทดสอบใช้ได้เฉพาะผนังประกอบ ตามวิธีทดสอบเท่านั้น ไม่สามารถใช้ผลทดสอบแทนการประกอบผนังที่เพียงแค่คล้ายคลึงกันหรือ แยกออกเป็นผนังแต่ละชนิดกัน

เกณฑ์มาตรฐานสากลที่ระบุว่าผ่าน ASTM E-119 ของแผ่นผนัง นอกจากอุณหภูมิฉลี่ยของผนังด้านตรงข้าม ต้องไม่เกิน 139 องศาเซลเซียส + อุณหภูมิขณะเริ่มทดสอบ หรืออุณหภูมิสูงสุดต้องไม่เกิน 181 องศาเซลเซียส + อุณหภูมิขณะเริ่มทดสอบ แล้ว แผ่นผนังจะต้องผ่านการทดสอบ Water Hose Stream Test อีกด้วยในทันทีที่สิ้นสุดการจุดไฟเผา โดยไม่เกิดการไหลทะลุของน้ำผ่านแผ่นผนัง เมื่อฉีดน้ำด้วยแรงดัน 30 PSI เป็นเวลานาน 2 นาทีครึ่ง

ในความเป็นจริงแล้ว แผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ALPOLIC/fr ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน ASTM E-119 ในสหรัฐอเมริกา โดยมีอัตราการทนไฟทั้งระบบไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง โดยนำเอาแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ไปประกบกับแผ่น Gypsum Board หนา 16 มม. 2 ชั้น ดังปรากฏในแผนภาพ ด้านล่าง ทั้งนี้เป็นการทดสอบทั้งระบบ แต่หากนำเอาแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิทที่มีไส้กลางติดไฟง่าย มาร่วมทดสอบ ก็จะทำให้อัตราการทนไฟของระบบผนังลดลง อย่างแน่นอน เพื่อความชัดเจนและโปร่งใสในการอ้างอิงการผ่านการทดสอบ ASTM E-119 ของระบบผนัง ALPOLIC/fr เอกสารทางเทคนิค ด้าน Fire Performance จึงได้ระบุว่า "Does not impair Fire resistant rating wall" ซึ่งหมายถึง ไม่ทำให้อัตราการทนไฟของระบบผนังลดลง ไม่ได้โฆษณาแต่อย่างใดว่า ตัวแผ่นผนัง มีอัตราการทนไฟ 2 ชั่วโมง



: ข้อสังเกต

- การทดสอบวัสดุ เชิงพาณิชย์ ใน Lab มาตรฐานชั้นนำ จะมีการชักเก็บตัวอย่างโดยเจ้าหน้าที่ ของ Lab หรือบุคคลที่ได้รับการ accredit โดยเดินทางไปสุ่มเก็บตัวอย่าง, mark ทำสัญลักษณ์ลงบนวัสดุ จากนั้น ผู้ส่งวัสดุทดสอบ ก็จะต้องทำ specimenส่งทดสอบจากจำนวนที่สุ่มเลือกไว้เท่านั้น เพื่อป้องกันการนำวัสดุคุณภาพดีจากแหล่งอื่นมาแอบอ้างทดสอบว่าเป็นของตน อีกทั้งป้องกันการผลิตวัสดุคราวเดียว เพื่อส่งทดสอบ ในขณะที่วัสดุที่ผลิตปกติ มีคุณภาพต่ำกว่า การส่งตัวอย่างทดสอบเองโดยไม่มีการสุ่มเก็บ มักไม่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

- มาตรฐานสากล ไม่นิยมนำเอา ASTM E-119 มาใช้เป็นเกณฑ์พิจารณา ความทนไฟของวัสดุผนัง ยกเว้นการทดสอบทั้งระบบของผนังที่นำมาประกอบกัน จึงเป็นเหตุผลว่า ในต่างประเทศจะนิยมใช้มาตรฐานทดสอบอื่น ที่ criteria หรือเกณฑ์ในการทดสอบ ใกล้เคียงกับการนำเอาวัสดุนั้น ไปติดตั้งจริง เช่น มาตรฐาน UBC 26-9 (หรือNFPA 285) ในสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์, มาตรฐาน ISO 5660-1 ในญี่ปุ่น

แผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ไส้กลางกันไฟที่ดีควรมีคุณลักษณะอย่างไร จึงจะเป็นไส้กลางกันไฟที่ดี

พิจารณาจากผลการทดสอบความทนไฟที่จำเป็นต้องผ่านทั้งหมด ดังนี้
มาตรฐานการทดสอบวัสดุประเภททนไฟ (Non-Combustible Core) ไม่ลามไฟ และไม่ก่อเกิดสารพิษ ผ่านทดสอบ โดยมีเอกสารผลทดสอบยืนยันรับรอง ตามมาตรฐานดังนี้

  • ISMA (Intermediate Scale Multi-story Apparatus) Test (NFPA285)
  • Interior Room Corner Test (UBC 26-3 or NFPA 286)
  • ASTM E-108 (For Roof Covering) and ASTM E-108 Modified (For Wall Cladding)
  • Combustion Toxicity Test - New York Uniform Fire Prevention & Building Code
หากต้องการนำแผ่นอลูมิเนียมคอมโพสิท ไส้กลางกันไฟ ที่ดีไปใช้ในอาคารที่มีการควบคุมการใช้พลังงานจะสามารถทำได้หรือไม่ เพื่อให้ผ่านตามพรบ. หรือมีวิธีการเพิ่มเติมอย่างไร

สามารถนำเอาแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ด้านสิ่งแวดล้อมและผ่านเกณฑ์วัสดุสำหรับอาคารเขียว เช่น ALPOLIC/fr เป็นผลิตภัณฑ์แผ่นผนังคอมโพสิท ไส้กลางกันไฟ ที่ได้รับการรับรองให้เป็นวัสดุเพื่อการรณรงค์ต่อต้านโลกร้อน ตามมาตรฐาน LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) จาก USGBC (United State Green Building Council)ในปี ค.ศ. 2007 หรือตั้งแต่ พ.ศ. 2550 และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้เพราะ

  • การผลิตตามกระบวนการโดยผู้ผลิตที่มีความสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
  • ผลิตจากวัสดุคุณภาพสูงที่มีความสวยงามทนทานและใช้นวัตกรรมการเคลือบสีที่ทันสมัยเพื่ออายุการใช้งานที่ยาวนาน
  • ผลิตจากวัสดุที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่เหลือของเสียตลอดกระบวนการผลิต (High Recycle Content)
  • การส่งผ่านความร้อนต่ำ (Heat Transmission Effect)
  • เป็นวัสดุที่มีความปลอดภัยและผ่านการทดสอบความทนไฟตามมาตรฐานสากล
    และมีกระบวนการการผลิตตามกระบวนการโดยผู้ผลิตที่มีความสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
  • กระบวนการผลิตที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยใช้วัตถุดิบและพลังงานในการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
  • กระบวนการผลิตที่ลดปัญหาทางสุขภาพและคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยของพนักงานและชุมชน
  • ได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมทางด้านผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตจากองค์กรอิสระที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล (อาทิ ISO9001-2000 & ISO 14000)

ซึ่งสามารถให้คะแนนตามมาตรฐานของLEED และแจกแจงเป็นรายละเอียด ได้ดังนี้

  • คะแนนในหัวข้อ MR4.1 MR 4.2 สำหรับวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Post Industrial & Post Consumer Recycle Content)
    • อลูมิเนียมเป็นแร่โลหะที่มีปริมาณมากที่สุดบนพื้นผิวโลกรองจากซิลิกอน (Silicon)
    • กว่า 65%-75% ของอลูมิเนียมที่ผ่านการถลุงยังคงถูกนำกลับมาใช้งานอีก
    • การนำอลูมิเนียมกลับมาใช้ใหม่ (Reprocessing Recycled Aluminium) ใช้พลังงานในการผลิตน้อยกว่าการถลุงแร่อลูมิเนียม
      บริสุทธ์ (Virgin Ore) ถึง 95%
    • แหล่งของอลูมิเนียมที่ผ่านการใช้งานหลังจากการบริโภค (Post Consumer) มากที่สุด คือ กระป๋องน้ำอัดลม
    • การนำกระป๋องอลูมิเนียมกลับมาใช้ใหม่ 1 กระป๋องสามารถช่วยลดพลังงานมากพอที่จะเปิดหลอดไฟ 100 วัตต์ได้ 4 ชั่วโมง
    • ผิวอลูมิเนียมของแผ่นALPOLICทำจากอลูมิเนียมอัลลอย เกรด 3105 H14
    • แผ่นอลูมิเนียมอัลลอยเกรด 3105 มีปริมาณ Recycle Content ดังนี้
      • ปริมาณอลูมิเนียมที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ หลังจากการบริโภค (Post Consumer Recycle Content) ประมาณ 48%
      • ปริมาณอลูมิเนียมที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ หลังจากการใช้ในอุตสาหกรรม (Post Industrial Recycle Content) ประมาณ 48%
    • ปริมาณอลูมิเนียมจากแร่อลูมิเนียมบริสุทธ์ (Virgin Metal Content) 4%
    • ความแข็งแรง (Rigidity)
      • แผ่น ALPOLIC หนา 4 mm = แผ่นโซลิดอลูมิเนียมหนา 3.3 mm
      • ผิวอลูมิเนียมด้านบนและด้านล่างที่ประกบกับแกนไส้กลาง ทำหน้าที่เหมือนกับหน้าตัดรูปทรง H ทำให้แผ่นวัสดุมีความแข็งแรงเชิงดัดสูง (H Channel Effect)
    • พลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการผลิต
      • แผ่นโซลิดอลูมิเนียมหนา 3.3 mm = 160 KWH/m2
      • แผ่น ALPOLIC หนา 4 mm = 60 KWH/m2

  • คะแนนในหัวข้อ MR 5.1 สำหรับการใช้วัสดุที่มาจากแหล่งผลิตที่ใกล้เคียง
  • คะแนนในหัวข้อ ID 1.1 1.4 สำหรับการออกแบบเชิงนวัตกรรม
    • การลดการใช้พลังงาน (Reducing Energy Requirements)
    • การสะท้อนรังสีความร้อน (Solar Reflectance) ส่วนหนึ่งของรังสีความร้อนที่ได้รับโดยตรงจากแสงอาทิตย์ที่เกิดจากแสงตกกระทบบนพื้นผิววัสดุ โดยแผ่นโลหะคอมโพสิทมีค่าการสะท้อนรังสีความร้อนสูงจะช่วยลดพลังงานที่ใช้ในการทำความเย็นภายในอาคาร
    • ค่าการคายความร้อน (Emmissivity) วัสดุที่มีค่าการคายความร้อนต่ำจะช่วยให้ความร้อนผ่านวัสดุได้น้อย และช่วยลดพลังงานที่ใช้ในการทำความเย็นภายในอาคาร

 

การลดปริมาณการใช้พลังงาน

  • ผนังภายนอกอาคารส่วนใหญ่ที่หุ้มด้วยแผ่นโลหะคอมโพสิทจะมีช่องว่างอากาศ (Air Space) ระหว่างแผ่นโลหะคอมโพสิทและผนังด้านใน (Backing Wall) ป้องกันความร้อนเข้ามาในอาคาร

 

การลดปริมาณการใช้พลังงาน

  • ค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อน (U value) มีหน่วยเป็น W/m2*K
    (ค่า U value ต่ำจะส่งต่อความร้อนได้น้อย คือ มีความเป็นฉนวนกันความร้อนสูง)

    • ผนังคอนกรีต
      • U value = 2.5 W/m2*K
       
    • ผนังที่หุ้มด้วยแผ่นโลหะคอมโพสิทของ ALPOLIC
      • U Value = 2.1 W/m2*K
       
    • ผนังที่หุ้มด้วยแผ่นโลหะคอมโพสิทของ ALPOLIC + ฉนวนกันความร้อน
      • U Value = 0.92 W/m2*K

ALPOLIC/fr เป็นแผ่นผนังคอมโพสิท ไส้กลางกันไฟ

  • การทดสอบความทนไฟตามมาตรฐานสากล สำหรับแผ่นโลหะคอมโพสิท
    • การลามไฟของพื้นผิววัสดุ (Surface Flammability)
    • การเกิดควัน (Smoke Development)
    • การทดสอบความทนไฟของผนังภายนอกอาคารสูง (Multistory Testing-ISMA)
    • การทดสอบการปลดปล่อยความร้อนของวัสดุเมื่อถูกเผาไหม้ (Heat Release)
  • การทดสอบแบบธรรมดา vs การทดสอบตามมาตรฐานที่ได้รับการรับรองจากสถาบันอิสระ

    • การทดสอบแบบธรรมดา : การที่วัสดุยี่ห้อหนึ่งผ่านการทดสอบ ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้รับวัสดุซึ่งมีคุณสมบัติเช่นนั้นเสมอไปจากทุกล็อตของการผลิต
  • การทดสอบตามมาตรฐานที่ได้รับการรับรองจากสถาบันอิสระ

    • วัสดุต้องผ่านการทดสอบตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด โดยมีผู้ตรวจสอบจากสถาบันอิสระเป็นผู้นำตัวอย่างวัสดุจากสายการผลิตในโรงงานของผู้ผลิตเพื่อทำการทดสอบ และต้องทำอย่างต่อเนื่องทุกๆ 3 เดือนหรือ 6 เดือน เพื่อให้มั่นใจว่าวัสดุที่ส่งทดสอบนั้นเป็นวัสดุเดียวกับที่ส่งถึงมือลูกค้า แม้ว่าจะผลิตเมื่อใดก็ตาม

 

บทสรุปของแผ่นผนังคอมโพสิทหุ้มผนังอาคาร ALPOLIC/fr ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

  • การผลิตตามกระบวนการโดยผู้ผลิตที่มีความสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (Responsible Manufacturing Practices)
  • ผลิตจากวัสดุคุณภาพสูงที่มีความสวยงามทนทานและใช้นวัตกรรมการเคลือบสีที่ทันสมัยเพื่ออายุการใช้งานที่ยาวนาน (Durable Finishes)
    • ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาตลอดอายุการใช้งานของอาคาร โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนวัสดุใหม่ในการปรับปรุงหรือซ่อมแซมอาคาร
  • นวัตกรรมของพื้นผิววัสดุและเทคโนโลยีใหม่ในการเคลือบสี (InnovativeFinishes)
    • การเลือกใช้พื้นผิวและการเคลือบสีที่เหมาะสมต่อการใช้งาน ช่วยลดปริมาณการใช้พลังงานในอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เป็นวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Recycling)
    • ลดปริมาณการถลุงแร่โลหะและการทำเหมืองแร่ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม
    • ลดปริมาณพลังงานที่ใช้ในการผลิต
  • การส่งผ่านความร้อน (Heat Transmission Effect)
    • เป็นวัสดุที่มีค่าการส่งผ่านความร้อนต่ำ ช่วยลดปริมาณการใช้พลังงานในอาคาร
  • เป็นวัสดุทนไฟและมีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล
    • ผ่านการทดสอบความทนไฟจากสถาบันที่มีชื่อเสียงระดับโลก อาทิ UBC 26-9 or NFPA 285, ASTM E108,UBC 26-3 ฯลฯ
    • ช่วยลดผลกระทบต่ออาคารและลดการสูญเสียในกรณีเมื่อเกิดไฟไหม้

 

แผ่น ACM ALPOLIC/fr มีค่าการป้องกันเสียงที่ดีหรือไม่ อย่างไร

แผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ไส้กลางกันไฟ โดยทั่วไป มีค่าการป้องกันเสียง STC อยู่ที่ 26 ที่ความหนา 4 มม. ขณะที่ผนังก่ออิฐฉาบปูนความหนา 100 มม. มีค่า STC เท่ากับ 45 จะเห็นได้ว่า ถึงแม้แผ่นอลูมิเนียมคอมโพสิทจะมีความหนาน้อยกว่าผนังก่ออิฐฉาบปูนมากถึง 25 เท่า แต่ความสามารถในการป้องกันเสียงไม่ได้มีค่าแตกต่างกันมาก สถาปนิก นักออกแบบจึงสามารถนำเอาแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิทมาใช้เป็นผนังอาคารเพื่อการป้องกันเสียงและการออกแบบAcoustic ได้

ระบบการผลิตแผ่น ACM ALPOLIC/fr เป็นอย่างไร เคยได้รับข้อมูลมาว่าหากมีการผลิตที่ไม่ดีจะทำให้เกิดการแยกชั้นของแผ่นและเกิดความเสียหาย
ระบบและกระบวนการผลิตมีความสำคัญมากในการผลิตแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท เพราะหากมีการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานหรือกระบวนการผลิตที่ไม่เหมาะสมจะส่งผลให้เกิดความเสียหายของแผ่นภายหลังการติดตั้งได้ง่าย สถาปนิก นักออกแบบจึงจำเป็นจะต้องเรียกใบรับประกันสินค้าด้านการรับประกันการหลุดล่อนของแผ่น โดยมีระยะเวลาในการรับประกันจากผู้ผลิตไม่น้อยกว่า 10 ปีและพิจารณาเรื่องกระบวนการผลิตว่าจะต้องผลิตขึ้นตามมาตรฐานของบริษัทผู้ผลิตโดยตรง โดยอลูมิเนียมอัลลอย ชนิด Alloy 3105-H14 มีความหนา 0.5 มม. ประกบอยู่ทั้ง 2 ด้านของสารไส้กลางกันไฟด้วยวิธีการประกบแผ่นแบบความร้อนอย่างต่อเนื่อง (Continuous In line Process) ไม่ใช้สารยึดติด หรือกาวในการประกบแผ่น หากขั้นตอนในการประกบแผ่นไม่ว่าจะเป็นในลักษณะประกบทีละแผ่น หรือการประกบตามกระบวนการผลิตในโรงงานที่มีการใช้สารยึดติด หรือกาวในกระบวนการผลิต วัสดุนั้นจะไม่ถูกพิจารณาให้ใช้

อาคารที่มีความสูงมากๆ เช่น อาคารใบหยก หากมีการปรับปรุงหรือสร้างอาคารใหม่จะสามารถนำแผ่น ACM ALPOLIC/fr ไปใช้งานและรับแรงลมได้หรือไม่

การนำเอาแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิทไปใช้ในอาคารที่มีความสูงมากๆ สิ่งที่แผ่นจะต้องรับเป็นอันดับแรก คือ แรงลมที่มากระทำต่อผนังและอาจก่อให้เกิดความโก่งตัว (Deflection) ของแผ่น ซึ่งทำให้อาคารหมดความสวยงามและอาจเกิดความเสียหายต่อแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิทขึ้นได้ อาจเกิดการร่วงหล่นหรือบิดเบี้ยวเสียรูปร่างไป ดังนั้นการนำเอาแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิทไปใช้ในอาคารที่มีความสูงมากๆนั้นจะต้องมีการคำนวณความแข็งแรงและการเสริมความแข็งแรงของแผ่นเพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นข้างต้น โดยมีตัวแปรที่ต้องกำหนดมาจากผู้ออกแบบ ประกอบด้วย

1. แรงลมที่แผ่นต้องรับ หรือความสูงของตำแหน่งที่ติดตั้งเพื่อให้เป็นไปตามที่กฏหมายกำหนด
2. ขนาดของแผ่นที่นำไปติดตั้งบริเวณความสูงนั้น
3. การวางทิศทางแผ่นว่าวางทางแนวตั้งหรือแนวนอนของแผ่น
4. ระยะโก่งที่ยอมให้ (Allowable Deflection)
5. การเสริมกำลังใช้โครงเหล็กหรือโครงอลูมิเนียม

และนำตัวแปรเหล่านี้ไปผ่านการคำนวณ โปรแกรมที่เหมาะสมก่อนจะนำเสนอให้กับที่ปรึกษาด้าน façade อาคารต่อไป

ราคาประเมินเพื่อใช้ในการทำราคาเบื้องต้นของผนังระบบที่ใช้ ACM ALPOLIC/fr มีราคาประมาณเท่าใด สามารถลดเศษที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างไร

โดยปกติการคำนวณเพื่อคิดราคางานติดตั้งแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ไส้กลางกันไฟสำหรับสถาปนิกและนักออกแบบนั้น แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

  • ค่าราคาแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท โดยปกติที่ความหนา 4 มม. ราคาประมาณ 1,450 บาทต่อตารางเมตร
  • ค่าติดตั้ง ซึ่งประกอบด้วย ค่าแรง ค่าโครงเคร่าเหล็กและค่าซิลิโคน ประมาณ 1,200 บาทต่อตารางเมตร
  • ค่าเศษของแผ่นที่ต้องตัดทิ้งประมาณ 10-20% ซึ่งเป็นเงวินประมาณ 145-290บาทต่อตารางเมตร
  • รวมค่าติดตั้งแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ไส้กลางกันไฟจะมีราคาประมาณ 2,850-3,000 บาทต่อตารางเมตร โดยไม่คิดรวมค่าดำเนินการของผู้ติดตั้ง

ทั้งนี้หากมีการควบคุมลงประมาณ จุดที่สามารถลดราคาและเป็นความพิเศษของยี่ห้อชั้นนำ คือ ความหลากหลายในการสั่งแผ่นซึ่งจะทำให้เศษเหลือที่ต้องตัดทิ้งลดลงเป็นอย่างมาก ทำให้สามารถควบคุมงบประมาณและได้สินค้าคุณภาพดีสำหรับงานออกแบบของสถาปนิกได้ โดยวิธีการลดเศษมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

โดยปกติแล้วแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ไส้กลางกันไฟ ALPOLIC/fr จะมีขนาดที่เป็นมาตรฐานอยู่ด้วยกัน 4 ขนาด เรียกกันไปว่าขนาดว่า ขนาดที่1 2 3และ4 ครับ คือ

1. ขนาด 1270 x 2489 มม.
2. ขนาด 1270 x 3099 มม.
3. ขนาด 1575 x 2489 มม.และ
4. ขนาด 1575 x 3099 มม.

หลายท่านบอกว่าก็ไม่เห็นจะแตกต่างกับสินค้าอื่นๆเลย เรียนเพิ่มเติมครับ ว่า นี่ คือ ขนาดมาตรฐานเท่านั้นครับ เป็นขนาดที่ผลิตออกมามากที่สุด เนื่องจากขนาดเหล่านี้เป็นขนาดที่นิยมออกแบบและใช้กันมากที่สุด ส่วนขนาดที่สั่งผลิตพิเศษ นั้นแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ไส้กลางกันไฟ ALPOLIC/fr สามารถสั่งขนาดได้หลากหลายมากๆครับ โดยมีข้อกำหนดง่ายๆไม่ซับซ้อน ดังนี้ครับ

1. ขนาดความกว้างสั่งผลิต สามารถผลิตได้เริ่มที่ 916 มม. ไปจนถึง 1620 มม.
2. ขนาดความยาวสั่งผลิต สามารถผลิตเริ่มต้นได้ที่ 1800 มม. จนถึง 7200 มม. โดยที่ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการสั่งผลิต ต้องการเพียงปริมาณขั้นต่ำในหารผลิตเท่านั้นครับ

โดยที่ความหลากหลายที่ผมกล่าวถึงนั้น เราสามารถผลิตได้ทุกๆความกว้างและความยาวที่ต้องการเลยครับ เช่น ต้องการความกว้าง 999 มม.ก็สามารถผลิตได้ หรือขนาด 1212 มม.ก็เช่นกัน โดยสามาถเลือกผลิตได้เป็นหน่วยมิลลิเมตรครับ ไม่จำเป็นต้องกำหนดขนาดให้ลง ทุกๆ10 หรือ 20 มม. ในส่วนการผลิตความยาวก็เช่นเดียวกัน แล้วการผลิตที่เลือกได้หลากหลายจนลงเป็นหน่วยมิลลิเมตรนั้นมีดีอย่างไน ผมขอสร้างตัวอย่างอาคารขนาดกลางๆที่ต้องการใช้พื้นที่แผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ประมาณ 3,500 ตารางเมตร ขึ้นมาเป็นตัวอย่างสักหนึ่งอาคารนะครับ โดยผู้ออกแบบระบุให้ใช้แผ่นขนาดความกว้าง 1040 x 2040 มม. เมื่อคิดขนาดแผ่นที่รวมระยะพับขอบแล้วอีก 40 มม. ประมาณ 1,750 แผ่น

"สำหรับแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ไส้กลางกันไฟ ALPOLIC/fr เราสามารถผลิตขึ้นได้ตามความต้องการที่ผู้ออกแบบกำหนดให้ใช้ได้เลย คือ ขนาด 1040 x 2040 มม. ทำให้เศษเหลือจากการสั่งแผ่นมีค่าเท่ากับ 0% ครับ "


เมื่อย้อนกลับมาพิจารณาสินค้าแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิทคุณภาพต่ำที่มักชูประเด็นเรื่องราคาขายที่ถูกกว่า แต่เงื่อนไขในการผลิตเยอะและข้อจำกัดมากกว่า นอกจากนี้ยังพิสูจน์ทราบด้านมาตรฐานความปลอดภัยจากเพลิงไหม้ คุณภาพการผลิต และคุณภาพของสีเคลือบได้ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรแล้วนั้น จะพบว่าสินค้าเหล่านั้นมักมีขนาดให้เลือกไม่มาก ตลอดจนไม่มีความหลากหลายของการผลิต ทำให้จำเป็นต้องสั่งสินค้ที่มีขนาดใกล้เคียงมาใช้และตัดส่วนที่ไม่ใช้ออก กลายเป็นเศษวัสดุที่เหลือจากการก่อสร้าง ในที่นี้ขอยกตัวอย่างเดิมนะครับ ขนาดของสินค้าคุณภาพต่ำมักมีขนาดเดียวที่พบเห็นกันบ่อยๆ คือ ขนาด 1250 X 2440 มม. ดังนั้นหากต้องการใช้ขนาด 1040x 2040 มม. จำเป็นที่จะต้องตัดความกว้างออกไป 210 มม.และตัดด้านความยาวออกไปมากถึง 400 มม. สำหรับสินค้าคุณภาพต่ำเหล่านั้น เมื่อคำนวณออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์เศษเหลือจะพบว่ามีมากถึง 0.93 ตารางเมตรหรือคิดเป็น 30.49 % ไม่น้อยเลยนะครับ นี่แค่ตัวอย่างอาคารขนาดกลางๆนะครับ ถ้าเป็นอาคารขนาดใหญ่ๆที่มีขนาดรูปแบบหลากหลายมากกว่านี้เศษวัสดุที่เหลือย่อมมีมากกว่านี้อีกอย่างแน่นอนครับ หากเมื่อคิดเป็นราคาที่ต้องจ่ายออกไปกับเศษเหลือ อาจมีมากถึง ตารางเมตรละกว่า 300 บาทเมื่อคิดเป็นราคาโดยรวมจะเห็นว่ามีราคามากถึง 1,300 บาทต่อตารางเมตร ไม่แตกต่างจากการเลือกใช้แผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ไส้กลางกันไฟ ALPOLIC/fr เลย

 

แต่สิ่งที่ท่านสมาชิกจะได้รับจากการเลือกใช้แผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท
ไส้กลางกันไฟ ALPOLIC/fr นั้นสามารถแจกแจงออกมาเป็นข้อได้เปรียบ ดังนี้ครับ

1. มีขนาดให้เลือกมากว่า หลากหลายกว่า โดยราคาไม่เพิ่ม ประหยัดค่าใช้จ่ายและมีผลกำไรมากขึ้น
2. เศษที่เหลือน้อยลง หรือไม่เหลือเศษเลย ทำให้ทำงานได้ง่าย สะดวกรวดเร็ว ไม่สับสนและไม่เสียค่าตัดแผ่น ตลอดจนระยะเวลาและแรงงาน
3. มั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์เพราะเป็นสินค้าระดับโลกที่ผ่านมาตรฐานการทดสอบความทนไฟจากสถาบันสากลที่เชื่อถือได้ของโลกหลายสถาบันและมาตรฐาน
4. มั่นใจในด้านคุณภาพการผลิตเพราะผลิตจากโรงงาน Mitsubishi Plastics Inc.ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นโรงงานที่ผลิตแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ไส้กลางกันไฟ อันดับ 1 ของโลก ด้วยยอดกำลังการผลิตมากกว่า 10 ล้านตารางเมตรต่อปี
5. มั่นใจด้านคุณภาพสีที่ให้การรับประกันโดยตรงจากโรงงานผู้ผลิตเป็นระยะเวลานาน 10 ปีเต็ม
3. ลดการใช้พลังงานและช่วยรณรงค์ต่อต้านวิกฤตโลกร้อนได้เป็นอย่างดี ผ่านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่สำคัญหลากหลายและได้รับการยอมรับให้เป็นแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ไส้กลางกันไฟ ตามมาตรฐาน LEED ในระดับสากล
7. คุ้มค้าต่อการลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ในทางกลับกันหากเลือกใช้สินค้าคุณภาพต่ำที่ชูประเด็นราคาต่อหน่วยต่ำกว่า ท่านอาจต้องประสบปัญหาที่แก้ไม่ตก เช่น

1. มีขนาดให้เลือกใช้น้อย ไม่มีสินค้าสต็อกต้องสั่งเพิ่มในปริมาณมากๆ เศษเหลือมากไม่เกิดความประหยัดและอาจต้องจ่ายเพิ่มมากกว่า 30% เป็นค่าเศษวัสดุ
2. เหลือเศษวัสดุมาก จำเป็นต้องตัดแผ่นหลายขนาด สร้างวความสับสนในการทำงาน สิ้นเปลืองระยะเวลาและแรงงาน ตลอดจนค่าตัดแผ่น
3. ไม่มีผลการทดสอบมาตรฐานที่เชื่อถือได้ทั้งคุณภาพสีและความปลอดภัย มีตัวอย่างที่เกิดความเสียหายให้พบเห็นได้โดยทั่วไป
4. ผลิตจากโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐานหรือเป็นสินค้า OEM ซึ่งไม่สามารถรับการรับประกันที่ดีได้
5. ระบบคุณภาพสีต่ำเกิดปัญหาสีด้าน เพี้ยนและซีดจาง ตลอดจนการนำสีภายในมาใช้งานภายนอกเพื่อให้ราคาลดลง เป็นสาเหตุของความเสียหายที่มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย
6. สินเปลืองพลังงานในการผลิต การกำจัดเศษเหลือและการทำลาย เพิ่มวิกฤตโลกร้อนและผลิตจากโรงงานที่ไม่มีมาตรฐานสิ่งแวดล้อม
7. ขาดความคุ้มค่าทั้งระยะสั้นและระยะยาว ชักจูงผู้ซื้อด้วยราคาต่อหน่วยที่ต่ำกว่าแต่เมื่อคำนวณแล้วจะพบว่ามีราคาเท่าเทียมกันหรือบางกรณีมีราคาแพงกว่า

การติดตั้งแผ่น ACM ALPOLIC/fr สามารถติดตั้งโดยไม่จำเป็นต้องให้ลูกศรทิศทางการติดตั้งเป็นไปในทางเดียวกัน เนื่องจากผู้ติดตั้งหลายรายกล่าวตรงกันว่า สินค้าดี มีคุณภาพสามารถติดตั้งทิศทางก็ได้
แนะนำให้ติดตั้งไปในแนวทางลูกศรที่กำหนดเดียวกัน แม้ว่าสินค้าที่ผลิตจะมีคุณภาพสูงก็ตาม เพราะเทคนิคการเคลือบสีเป็นไปตามทิศทางเดียว ดังนั้นการติดตั้งที่ไม่เป็นไปตามลูกศรจะก่อให้เกิดความผิดเพี้ยนของสีบนผนังอาคารได้ โดยพิจารณาจะเห็นว่าหากติดตั้งผิดทิศทางเมื่อมองด้านหนึ่งจะเห็นสีมีความผิดเพี้ยนแต่เมื่อมองจากอีกด้านหนึ่งจะเห็นสีสม่ำเสมอดี หากกรณีที่เห็นความผิดเพี้ยนทั้งสองด้าน แสดงว่าแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิทเกิดความผิดเพี้ยนของสีแบบไม่สม่ำเสมอขึ้น จำเป็นจะต้องนำแผ่นใหม่มาติดตั้งหรือยกเลิกการติดตั้งนั้นๆ

silicon แบบ Non Staining มีความเหมาะสมกับการใช้งานร่วมกับงาน ACM อย่างไรและมีข้อแนะนำอย่างไรในการใช้งาน

การเลือกใช้ซิลิโคนแบบไม่ก่อให้เกิดคราบหรือเกิดคราบน้ำมันน้อย (Non/Less Staining Silicone)นั้น มีผลดีมากกว่าการเลือกใช้ซิลิโคนแบบ Weather Sealant ธรรมดามาก ถึงแม้ว่าจะมีราคาสูงกว่าเพราะสามารถลดการเกิดคราบบนแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิทได้ดีในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีคุณภาพของสินค้าสูงกว่าเพราะซิลิโคนประเภทนี้เป็นรุ่นสูงสุดของกลุ่มซิลิโคนแบบ weather Sealant

ทั้งนี้หากต้องการควบคุมงบประมาณ ควรใช้ซิลิโคนรุ่น Weather sealant แบบธรรมดา คุณภาพสูงหรือจากยี่ห้อที่เชื่อถือได้จะดีกว่า การเลือกใช้ PU หรือ Polyurethane เนื่องจากถึงแม้ว่า PU จะไม่เกิดคราบน้ำมันจริง แต่จำเป็นต้องมีการทาสีทับเพื่อป้องกันรังสี UV ที่จะทำให้ PU เกิดการแข็งตัวและเสียหาย เกิดการรั่วซึมของน้ำได้ นอกจากนี้ PU ยังมีส่วนกัด ทำลายสีประเภท Fluorocarbon ได้อีกด้วย ดังนั้นหากมีการนำเสนอให้ใช้ PU ทดแทนซิลิโคน ขอให้พิจารณาให้ถี่ถ้วนอีกครั้งหนึ่งด้วย

ระบบการเคลือบสีหรือเทคนิคการเคลือบสีใหม่ๆที่แนะนำในปีนี้มีผลิตภัณฑ์ใดที่น่าสนใจและเหมาะกับการนำมาใช้งานบ้าง

ระบบเคลือบสีรุ่นใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยมและสอบถามการใช้งานกันอย่างมากในปัจจุบันนี้ คือ ระบบบเคลือบสีที่แสดงสีให้เกิดความเหลือบของสีสองสีในแผ่นเดียวกัน หรือ เรียกว่าระบบการเคลือบสีแบบ Prismatic Color มีต้นกำเนิดจากการต้องการจำลองความสวยงามจากธรรมชาติในเรื่องของการสะท้อนกับสงอาทิตย์ ส่งผลให้อาคารมีความน่าสนใจ หลากหลายและดูไม่น่าเบื่อ ก่อให้เกิดความสวยงามแบบพลวัตรกับอาคารและเป็นที่ดึงดูดใจของผู้พบเห็นและใช้งานอาคาร สอดคล้องกับธรรมชาติ

เป็นผลิตภัณฑ์ที่เนรมิตสิ่งได้กล่าวไป เมื่อมองลึกๆลงไปว่าทำไมอาคาร ต้นไม้ใบหญ้าหลังฝนตกถึงเปล่งประกายระยิบระยับราวกับเพชรที่ผ่านการเจียรนัยมาแล้วอย่างสมบูรณ์โดยธรรมชาติ คงต้องวิเคราะห์ลงลึกไปอีกว่าเป็นเพราะ "หยดน้ำ" เกาะอยู่บนสิ่งเหล่านั้น เพราะหากพิจารณากันลึกลงไปอีกก็คงจะเห็นว่าสีสรรที่เกิดขึ้นเมื่อมองผ่านหยดน้ำเหล่านั้นแล้วจะมีสีที่แตกต่างกันออกไปตามมุมมองที่เราเฝ้ามองไปยังสิ่งเหล่านั้น ลึกลงไปอีกคงต้องเรียนว่า เกิดจากหยดน้ำเหล่านั้นแปรสภาพตัวเองเป็นผลึกปริซึ่ม (Prism) ตามธรรมชาติ เมื่อแสงอาทิตย์ฉาบมาต้องหยดน้ำเหล่านั้น ก็เกิดความงดงามพิเศษที่ยากจะปฏิเสธ ลำแสงที่เราเห็นด้วยตา (Visible Ray) จะแปรสภาพออกเป็นลำแสงมากถึง 7 สีแต่ที่มองเห็นหลักๆจะเกิดชัดเจนประมาณ 4 สี หรืออธิบายให้ง่ายลงไป คือ กลายสภาพออกมาเป็นสีรุ้ง แต่ละท่านอาจจะเห็นสีเหล่านี้ชัดเจนแตกต่างกันออกไปนะครับ ท่านใดที่เห็นไม่ครบสีก็ไม่ต้องตกอกตกใจไปนะครับว่า สายตาเรามีปัญหารึเปล่า





: แสงอาทิตย์นั้นเมื่อผ่านส่วนที่เป็นปริซึ่มจะสามารถให้แสงออกมาได้มากที่สุดถึง 7 สี ซึ่งหยดน้ำและไอน้ำตามธรรมชาตินั้นสามารถสร้างความงดงามได้ โดยเปลี่ยนแสงให้กลายเป็นสีสรรสวยงาม หรือพบได้โดยทั่วไปในกรณีการเกิด "รุ้งกินน้ำ"


ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อความงดงามแบบธรรมชาตินี้ขึ้นมาให้แนะนำกันในฉบับนี้นะครับ ว่าเราสามารถนำพาเอาความงดงามของการเปลี่ยนแปลงสีที่เป็นพลวัตรมาใช้กับอาคารได้อย่างเหมาะสม แน่นอนครับว่าสร้างความงดงามที่แตกต่าง คล้ายคลึงธรรมชาติ ที่เนรมิตความงดงามขึ้นมาจากการใช้หยดน้ำเล็กๆเปลี่ยนแปลงความสวยงามของโลกทั้งใบได้

: ภาพตัวอย่างโครงการ The ACM Materiales de Aluminio Compuesto Building in Costa Rica. ที่เลือกใช้ Prismatic Color
แผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ไส้กลางกันไฟ ที่พัฒนาด้านสีสรรให้มีความสามารถเหมือนหยดน้ำเล็กๆที่เปลี่ยนแปลงสีสรรของอาคารได้ ตามลักษณะของแสงที่มากระทบ โดยการแทรกชั้นปริซึ่ม (Prism) และ Holographic Pigment เข้าไปอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้แสงที่มากระทบกับแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท นั้นมีสีสรรที่แตกต่างกันออกไปตามตามสภาพแสงและมุมมองของแสงที่มาตกกระทบ จนเป็นกลุ่มสีระบบใหม่ที่ได้ชื่อมาจากคุณสมบัติเฉพาะตัวนี้เอง ในชื่อPrismatic Color ซึ่งมีสีให้เลือกใช้งานมากกว่า 12 คู่สี และยังคงคุณสมบัติที่ดีเยี่ยมของแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท ไส้กลางกันไฟ ที่มีความคงทน สวยงาม มีอายุการใช้งานยาวนานและให้การรับประกันจากโรงงานผู้ผลิต ระดับโลกยาวนานถึง 10 ปีเต็ม

ปัญหาที่เกิดจากการติดตั้งและการนำแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท คุณภาพต่ำมาใช้งานมีตัวอย่างอะไรบ้าง


สารพันปัญหาชวนปวดหัวจากการการใช้งานแผ่นอลูมิเนียม คอมโพสิท คุณภาพต่ำ พอจะเล่าด้วยภาพ ได้ดังนี้

เกิดWarping หรือการยับเป็นคลื่นของงานฝ้าเพดาน

เกิดสีซีดจางและคราบสกปรก

เกิดWarping หรือการยับเป็นคลื่นของการติดตั้ง เกิดสีซีดจางและคราบสกปรก

เกิดการเสียรูปร่างของแผ่นหรือ เกิดการ Deformation

เกิดการเสียรูปร่างของแผ่นหรือ เกิดการ Deformation

เกิดการเสียรูปร่างของแผ่นหรือ เกิดการ Deformation

เกิดสีซีดจางและคราบสกปรก

เกิดการเสียรูปร่างของแผ่นหรือ เกิดการ Deformation และเกิดรอยยับ warping

 

โดย
  • ศศิน วิบูลบัณฑิตยกิจ
    ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท บีเอฟเอ็ม จำกัด
  • สุทธิพันธ์ วรรณวินเวศร์ : บริษัท บี.เอฟ.เอ็ม. จำกัด
    suttipun@bfm.co.th

ภาพประกอบทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของเจ้าของภาพและอยู่ภายใต้การคุ้มครองของเครื่องหมายการค้าหรือลิขสิทธิ์ นำมาใช้เพื่อเป็นกรณีศึกษาเท่านั้น เนื้อหา, ข้อเขียน, บทความ สงวนสิทธิ์ทุกกรณี ยกเว้นกรณีศึกษาเท่านั้น